Loading...

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 (ชลบุรี)

The Regional Environment Office 13 (Chonburi)

ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN
ข่าวสารหน่วยงาน

ทรัพยากรน้ำในประเทศไทย

ทรัพยากรน้ำในประเทศไทย

ทรัพยากรน้ำในประเทศไทย

            น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เหลือเฟือไม่หมดสิ้น  เช่น  น้ำทะเลมีอยู่บนผิวโลกประมาณร้อยละ 71  ของผิวโลกทั้งหมด  น้ำฝนและน้ำในดิน  นอกจากนี้น้ำยังเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วเสื่อมคุณภาพ  แต่บูรณะให้กลับมีสภาพดีดังเดิมและนกลับมาใช้ใหม่ได้  เช่น  น้ำเสียที่ออกจากโรงงานอุตสาหกรรม  ทรัพยากรน้ำมีการเปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรของน้ำ  โดยพลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นตัวการที่ทำให้เกิดน้ำฝน  น้ำบนดิน  น้ำใต้ดิน  หรือน้ำบาดาล  น้ำจำแนกออกเป็น  3  ชนิด  คือ 

            1. น้ำฝน (Precipitation) คือ น้ำที่เกิดจากการกลั่นตัวของไอน้ำ

            2. น้ำผิวพื้นหรือน้ำท่า  (Surface Water) คือ  น้ำที่เกิดจากน้ำฝนและขังอยู่ตามผิวดิน  ห้วย  หนอง 

คลอง  บึง  น้ำในแม่น้ำ  หรือตามที่อื่นๆ

            3. น้ำใต้ดิน  ( Ground)  มี 2 ชนิด  คือ

                  1) น้ำใต้ดินเกิดจากน้ำฝน  หรือน้ำที่อยู่บนดิน  หรือหิมะ  หรือก้อนน้ำแข็งละลายซึมลงไปในดิน

และตามช่องว่างระหว่างชั้นหิน  น้ำในดินมีระดับไม่ลึกนักโดยชั้นบนสุดมักจะอยู่ระดับเดียวกับน้ำในแม่น้ำลำคลอง

                  2)  น้ำในชั้นดินหรือน้ำบาดาล  เป็นน้ำที่เกิดจากน้ำฝนและน้ำบนดินซึมลึกลงไปตามชั้นหินประเภทต่างๆ ได้แก่  น้ำบาดาลที่เกิดจากน้ำฝนไหลซึมผ่านชั้นหินทรายต่างๆ  พบมากในแอ่งที่ลุ่มที่มีแนวชั้นหินทรายต่อเนื่องไปถึง  เช่น  น้ำฝนที่ซึมผ่านชั้นหินในภาคเหนือของประเทสไทยตามแนวโครงสร้างต่อเนื่อง  ลดต่ำลงมาจนถึงที่ราบภาคกลาง เมื่อเจาะผ่านชั้นหินไปลึกๆ ก็พบน้ำขังอยู่ในชั้นหินทรายข้างล่างและน้ำบาดาลที่ไหลผ่านหินชั้นต่างๆ และไปขังรวมตัวกันในตอนบนของชั้นดินดาน  เนื่องจากซึมผ่านไปไม่สะดวก  น้ำบาดาลนี้ผ่านการกลั่นทางธรรมชาติแล้ว  จึงสะอาดกว่าน้ำในดินมาก

แหล่งน้ำที่สำคัญของประเทศไทย

            แหล่งน้ำ  หมายถึง  บริเวณที่รองรับน้ำทั้งหมด  ได้แก่  ต้นน้ำลำธาร  ห้วย  หนอง  บึง  ทะเลสาบ  น้ำใต้ดิน  และแม่น้ำ

            แหล่งน้ำที่สำคัญในภาคต่างๆ ของประเทศไทย มีดังนี้

            1.  ภาคเหนือ  ภาคเหนือมีภูมิประเทศเป็นทิวเขาสลับกับที่ราบหุบเขา  จึงมีบริเวณต้นน้ำลำธาร  และมีแม่น้ำไหลผ่าน  ได้แก่  แม่น้ำปิง  แม่น้ำวัง  แม่น้ำยม  แม่น้ำน่าน  แม่น้ำอิง  แม่น้ำกก  กว๊านพะเยาในจังหวัดพะเยา

            2.  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่กว้างขวางและไม่มีทิวเขากั้น  จึงมีแม่น้ำน้อย  ได้แก่  แม่น้ำชี แม่น้ำมูล  แม่น้ำลำพระเพลิง  แม่น้ำลำตะคอง  แม่น้ำลำปลายมาศ  แม่น้ำลำเซ  แม่น้ำลำโดมน้อย  ลำปาว  นอกจากนี้มีบึงน้ำจืดหลายแห่ง ได้แก่  หนองหาน  จังหวัดสกลนคร  หนองหานกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี  และหนองญาติ  จังหวัดนครพนม

            3.  ภาคกลาง  ภาคกลางเป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศ  เพราะมีทั้งแหล่งน้ำบนผิวดินและใต้ดิน  น้ำบนผิวดิน  ได้แก่  แม่น้ำสายต่างๆ  เช่น  แม่น้ำเจ้าพระยา  แม่น้ำแม่กลอง  แม่น้ำสะแกกรัง  แม่น้ำท่าจีน  แม่น้ำลพบุรี  แม่น้ำป่าสัก  นอกจากนี้มีบึงน้ำจืดหลายแห่ง  ได้แก่  บึงบอระเพ็ด  จังหวัดนครสวรรค์  บึงสีไฟ  จังหวัดพิจิตร  บึงสรรพยา  จังหวัดชัยนาท  และทะเลแก้ว  จังหวัดพิษณุโลก

            4.  ภาคตะวันตก  ภาคตะวันตกมีแม่น้ำไม่มากนัก  ได้แก่  แม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่  ซึ่งไหลไปรวมกันเป็นแม่น้ำแม่กลอง  นอกจากนี้มีแม่น้ำเมย  แม่น้ำเพชรบุรี  และแม่น้ำปราณบุรี

            5.  ภาคตะวันออก  ภาคตะวันออกมีแม่น้ำสายสั้นๆ  ได้แก่  แม่น้ำประแส  แม่น้ำเวฬุ  แม่น้ำจันทบุรี  แม่น้ำตราด  และแม่น้ำระยอง

            6.  ภาคใต้  ภาคใต้มีแม่น้ำสายสั้นๆ  ได้แก่  แม่น้ำตานี  แม่น้ำปากจั่น  แม่น้ำตรัง  แม่น้ำหลังสวน  แม่น้ำปัตตานี  แม่น้ำคีรีรัฐ  แม่น้ำชุมพร  แม่น้ำสายบุรี

            ประโยชน์ของน้ำ  มีดังนี้

            1.  ด้านเศรษฐกิจ  ใช้ในกิจกรรมการผลิต เช่น  การเพาะปลูก  การเลี้ยงสัตว์  การประมง  ใช้ในการผลิตทางอุตสาหกรรม  เช่น  การผลิตเหล็กกล้า  ทำเบียร์  ยางเทียม  กระดาษ  และอื่นๆ  รวมทั้งใช้ในการจ่ายแจกผลผลิต  เช่น  การคมนาคมทางน้ำ  เพื่อนำผลผลิตไปสู่ตลาดหรือนำวัตถุดิบมาป้อนโรงงาน  นอกจากนี้ยังใช้ในการบริโภคในชีวิตประจำวัน  คือ  ใช้ดื่ม  อาบ  ทำอาหาร  ชำระล้างสิ่งสกปรก  ดับเพลิง  และผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ

            2.  ด้านสังคม  ได้แก่  การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ มักจะเลือกในบริเวณลุ่มน้ำ  เพราะเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ต่อการดำรงชีวิต  เช่น  ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่น้ำมูล ลุ่มชี เป็นต้น

            3.  ด้านการเมือง  ได้แก่  การใช้แม่น้ำเป็นพรมแดนธรรมชาติ

            การอนุรักษ์น้ำ  มีวิธีการดังนี้

            1.  วางแผนการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการลุ่มแม่น้ำของแม่น้ำสายสำคัญๆ ของประเทศ  เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในลุ่มน้ำได้รับประโยชน์จากทรัพยากรน้ำได้อย่างทั่วถึง

            2.  ออกกฎหมายเกี่ยวกับการใช้น้ำ  เนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น  ควรมีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของการใช้น้ำ  เพื่อเป็นการควบคุมการแจกจ่ายน้ำ ทั้งที่อยู่บนพื้นดินและน้ำใต้ดิน  ซึ่งทำให้เกิดความยุติธรรม  เป็นการประหยัด  และป้องกันการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์

            3.   ปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์ดินและน้ำ  เพื่อป้องกันมิให้น้ำฝนที่ตกลงมาไหลบ่าลงสู่ทะเล  โดยปราศจากการใช้ประโยชน์และจัดอัตราการพังทลายของดินให้ลดลง

            4.  ปรับปรุงระบบชลประทานและคลองส่งน้ำต่างๆ  เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำในการส่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำจาก คลองชลประทานให้ดียิ่งขึ้น

            5.  หาวิธีการลดการระเหยจากแหล่งน้ำต่างๆ  เช่น  ตามบริเวณอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน

            6.  สำรวจเสาะหาแหล่งน้ำใหม่ๆ เพื่อให้ได้น้ำเพิ่มขึ้น  เช่น  ค้นคว้าหาวิธีทำน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืด

            7.  เพิ่มค่าใช้น้ำให้แพงขึ้น  เพื่อป้องกันการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย  ซึ่งเป็นวิธีช่วยให้ประชาชนให้น้ำอย่างประหยัดได้วิธีหนึ่ง

 

ลิงค์ที่มาข้อมูล : http://www.maceducation.com/e-knowledge/2413117100/01.htm