Loading...

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 (ชลบุรี)

Regional Environment Office 13 (Chonburi)

ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN
ข่าวสารหน่วยงาน

น้ำบาดาลและระดับน้ำใต้ดิน

น้ำบาดาลและระดับน้ำใต้ดิน

น้ำบาดาลและระดับน้ำใต้ดิน

 น้ำที่ซึมลงไปใต้ดินส่วนหนึ่งจะซึมอยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน น้ำในดิน (soil water) ในฤดูแล้ง น้ำในดินอาจถูกแดดเผาให้ระเหยแห้งไปได้ น้ำที่เหลือจากน้ำในดินจะไหลซึมลงต่อไป สุดท้ายจะไปถูกกักเก็บไว้ดังกล่าวเรียกว่า น้ำบาดาล (ground water) ระดับบนสุดของน้ำบาดาลจะเป็นระดับน้ำใต้ดิน (water table) ซึ่งจะเป็นพื้นผิวหรือแนวระดับน้ำใต้ผิวดินที่อยู่ระหว่างเขตอิ่มน้ำกับเขตอิ่มอากาศ ณ ระดับน้ำใต้ดินนี้แรงดันน้ำในชั้นหินจะเท่ากับแรงดันของบรรยากาศ และในตำแหน่งที่ลึกลงไปจากระดับน้ำใต้ดิน แรงดันของน้ำจะเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากน้ำหนักของน้ำที่กดทับอยู่ ระดับน้ำใต้ดินจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปตามฤดูกาล โดยในฤดูแล้งระดับน้ำใต้ดินจะอยู่ลึกกว่าระดับปกติ ระดับน้ำใต้ดินส่วนใหญ่จะเอียงเทไปตามลักษณะภูมิประเทศหรือวางตัวสอดคล้องกับระดับหรือรูปร่างของภูมิประเทศ และจะไปบรรจบกับระดับน้ำในแม่น้ำหรือทะเลสาบ

การแบ่งชั้นหินหรือชั้นกรวดทรายโดยใช้ระดับน้ำใต้ดินเป็นแนวแบ่งเขต จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดูรูปที่ 1) ได้แก่
1) เขตอิ่มอากาศ (zone of aeration) คือ ส่วนบนตั้งแต่ผิวดินลงไปจนถึงระดับน้ำใต้ดิน ช่องว่างในดินหรือช่องว่างในหินหรือชั้นหินในเขตนี้บางส่วนจะมีน้ำกักเก็บอยู่ และบางส่วนจะมีฟองอากาศแทรกอยู่ น้ำในเขตนี้จะถูกยึดอยู่ในช่องว่างด้วยแรงดึงคาปิลลารี
2) เขตอิ่มน้ำ (zone of saturation) เป็นเขตที่อยู่ต่อจากเขตอิ่มอากาศลงไปหรืออยู่ใต้ระดับน้ำใต้ดินลงไป ช่องว่างในหินหรือชั้นหินในเขตนี้จะมีน้ำอยู่เต็มทุกช่องว่างหรืออิ่มตัวไปด้วยน้ำ น้ำที่ถูกกักเก็บอยู่ในเขตนี้จะเป็นน้ำบาดาล

 

  รูปที่ 1 ภาพตัดขวางแสดงระดับน้ำใต้ดิน เขตอิ่มอากาศ เขตอิ่มน้ำและระดับความลึกของน้ำใต้ดินในฤดูแล้ง

แหล่งกักเก็บน้ำบาดาล
หินที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำบาดาล เรียกว่า หินอุ้มน้ำ (water bearing rock) และชั้นหินที่รองรับแหล่งน้ำบาดาล เรียกว่า ชั้นหินกันน้ำ (confining bed) ซึ่งเป็นชั้นหินหรือขั้นตะกอนที่มีเนื้อแน่นจำพวกหินเนื้อตัน (impermeable rock) เช่น หินทรายแป้ง หินดินดาน เป็นต้น หินพวกนี้มีสมบัติเป็นเหมือนวัสดุกันน้ำ ไม่ยอมให้น้ำซึมผ่านหรือซึมผ่านได้แต่น้อยมาก
บริเวณหนึ่งๆ อาจมีแหล่งน้ำบาดาลหลายแหล่งหรือหลายชั้นก็ได้ โดยชั้นหินในบริเวณนั้นวางตัวเอียงเทกับผิวดิน ทำให้น้ำจากผิวดินสามารถไหลซึมเข้าสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ (aquifer) แต่ละชั้นที่วางตัวเอียงเทและถูกขนาบด้วยชั้นหินกันน้ำทั้งด้านบนและด้านล่างได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดแรงดันขึ้นในน้ำบาดาล (ดูรูปที่ 2)

 

 รูปที่ 2 แสดงชั้นหินอุ้มน้ำที่ถูกขนาบด้วยชั้นหินกันน้ำทั้งด้านบนและด้านล่าง

 ชั้นหินอุ้มน้ำ (aquifer) เป็นชั้นหินหรือชั้นตะกอนที่มีสมบัติยอมให้น้ำซึมผ่านได้โดยง่าย เนื่องจากมีช่องว่างระหว่างตะกอนมาก หรือมีโพรงหรือรอยแตกต่อเนื่องกัน ทำให้เก็บน้ำไว้ได้เป็นปริมาณมาก ชั้นหินนี้จะอยู่ในเขตอิ่มน้ำ ตัวอย่างได้แก่ หินทราย หินปูน ชั้นตะกอนทราย ชั้นกรวด เป็นต้น จากรูปที่ 3 ชั้นหินอุ้มน้ำจะถูกขนาบด้วยชั้นหินกันน้ำทั้งด้านบนและด้านล่าง ซึ่งจะมีระดับน้ำใต้ดินอยู่ตรงรอยสัมผัสระหว่างชั้นหินอุ้มน้ำกับชั้นหินกันน้ำที่กดทับอยู่ด้านบน ซึ่งถ้าเราเจาะบ่อบาดาลลงไปถึงชั้นหินอุ้มน้ำและทำให้น้ำบาดาลดันตัวสูงขึ้นมาในบ่อ โดยระดับน้ำในบ่ออยู่สูงกว่าระดับของชั้นหินอุ้มน้ำ แต่ต่ำกว่าระดับผิวดิน โดยไม่มีน้ำพุออกมา จะเรียกบ่อบาดาลนั้นว่า บ่อน้ำบาดาลมีแรงดัน (artesian well) (ดูรูปที่ 2)
คุณสมบัติต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำที่ถูกกักเก็บหรือปล่อยออกมาจากชั้นหินอุ้มน้ำ ได้แก่ รูปร่าง การวางตัวและการคัดขนาด (sorting) ของตะกอน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลต่อขนาดช่องว่างระหว่างตะกอนหรือช่องว่างในหิน และความพรุนของหินก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ชั้นหินอุ้มน้ำนั้นๆ สามารถกักเก็บน้ำและปล่อยน้ำออกมาได้มากหรือน้อย

จากการศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทำให้เราทราบว่าน้ำบาดาลในแหล่งหนึ่งๆ อาจต้องใช้เวลาในการเกิดอย่างต่อเนื่องนับร้อยนับพันปี การสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณที่มากเกินไปทั้งในการดำรงชีวิต ในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมอาจทำให้น้ำบาดาลในแหล่งนั้นๆ หมดลงไปได้ และทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในเวลาต่อมา การสูบน้ำบาดาลออกมาใช้เป็นปริมาณมากจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมด้วย เช่น การทรุดตัวของแผ่นดิน การแทรกซึมของน้ำทะเลเข้ามายังชั้นน้ำบาดาล ซึ่งอาจทำให้น้ำบาดาลกลายเป็นน้ำกร่อยหรือน้ำเค็ม จนไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

การทิ้งของเสียหรือน้ำเสียลงสู่พื้นดินและแม่น้ำโดยตรงจากแหล่งชุมชน จากโรงงานอุตสาหกรรม จากแหล่งทิ้งขยะขนาดใหญ่ จากการทำการเกษตรที่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงและสารเคมีต่างๆ จากการรั่วซึมของสารเคมีจากแหล่งกักเก็บ และจากการทำเหมืองแร่ ของเสียและน้ำเสียที่ทิ้งลงสู่พื้นดินหรือแม่น้ำโดยตรงเหล่านี้ จะซึมลงไปใต้ดินและไหลซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาล ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนของน้ำบาดาลขึ้น ซึ่งถ้านำน้ำบาดาลที่มีสารปนเปื้อนดังกล่าวมาใช้จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นเราจึงควรช่วยกันดูแลรักษาและอนุรักษ์แหล่งน้ำที่สำคัญนี้ไว้ใช้แบบยั่งยืน

เรามีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาลได้โดย
1. ใช้น้ำบาดาลอย่างประหยัดและเท่าที่จำเป็น
2. ป้องกันการปนเปื้อนของแหล่งน้ำบาดาลโดยไม่ทิ้งของเสียลงสู่พื้นดินหรือแม่น้ำโดยตรง
3. เมื่อพบการลักลอบขุดเจาะและใช้น้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาตให้แจ้งแก่ทางหน่วยงานราชการทันที

 

 ขอขอบคุณที่มา www.sudipan.net/php BB2

ลิงค์ที่มาข้อมูล : https://talk.mthai.com/inbox/373267.html