ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

survey

การประชุมสัมมนาเผยแพร่สรุปผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๒๓ (COP 23)

การประชุมสัมมนาเผยแพร่สรุปผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๒๓ (COP 23)

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดการประชุมสัมมนาเผยแพร่สรุปผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๒๓ (COP 23) เมื่อ
วันจันทร์ที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๓.๓๐ น. ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ๒-๓ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมการประชุมจำนวน ๓๐๐ คน ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ หน่วยงานเอกชน และหน่วยงานด้านการศึกษา ซึ่งการประชุมดังกล่าวประกอบไปด้วย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง
“ทิศทางการดำเนินงานของประชาคมโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบจากการประกาศ
ถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากความตกลงปารีส” การนำเสนอสรุปผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ
ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๒๓ (COP 23) และอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรื่อง
“การดำเนินงานของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของไทยภายใต้ความตกลงปารีส”

การประชุมสัมมนาฯ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ
ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๒๓ (COP 23) ซึ่งเป็นเวทีเจรจา ที่ผู้แทนประเทศต่าง ๆ จะหารือในเชิงลึกถึงแนวปฏิบัติในแต่ละหัวข้อของความร่วมมือภายใต้ความตกลงปารีส ได้แก่ การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDC) การปรับตัวต่อผลกระทบทางลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลไก
ความร่วมมือที่ใช้ตลาดและไม่ใช้ตลาด การสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมสร้างศักยภาพ กรอบความโปร่งใสในการรายงานข้อมูล การทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก เป็นต้น โดยเป็นครั้งแรกของการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ที่ประธานการประชุมมาจากประเทศหมู่เกาะ คือประเทศฟิจิ ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นการประชุมครั้งแรกหลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีส จึงเป็นที่จับตาของประชาคมโลกว่าจะสามารถรักษาแรงผลักดันทางการเมืองและความร่วมมือของโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้หรือไม่ โดยการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ ๒๒ (COP 22)
ได้กำหนดให้จัดทำแนวปฏิบัติ ที่เรียกว่า Paris Agreement Implementation Guidelines (PAIG) ให้เสร็จภายใน COP 24 ความสำเร็จของ COP 23 จึงแสดงถึงแนวโน้มว่าจะสามารถหาข้อตกลงต่อ PAIG ภายใน COP 24 ได้หรือไม่ ทั้งนี้ สรุปผลประชุม COP 23 ที่สำคัญ ได้แก่ (๑) การจัดทำ PAIG ก้าวหน้าไปพอสมควร โดยเฉพาะประเด็นรายงานด้านการปรับตัว กรอบความโปร่งใสในการดำเนินงานและการสนับสนุน กลไกตลาดระหว่างประเทศภายใต้ข้อ ๖ ของความตกลงปารีส เป็นต้น แต่ยังมีความล่าช้าในบางประเด็น เช่น NDC การประเมินสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก คณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานและการบังคับใช้ เป็นต้น โดยภาคีได้จัดทำเอกสาร “Informal note”
ความยาวประมาณ ๔๐๐ หน้า รวบรวมข้อคิดเห็นของภาคีในแต่ละเรื่อง เตรียมไว้ประกอบการจัดทำเอกสารพื้นฐาน
ในการเจรจาหารือในรอบต่อไป (๒) ข้อตัดสินใจเรื่องการเงินให้กองทุนการปรับตัว (Adaptation Fund) เป็นกลไกภายใต้ความตกลงปารีส เป็นเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องเพราะเป็นกองทุนที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็ก (๓) ข้อตัดสินใจเรื่องเกษตรให้มีการหารือเรื่องความร่วมมือผลักดัน
การหารือภาคเกษตรไปสู่กลไกในเชิงปฏิบัติมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้แทนประเทศไทย โดยกรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ร่วมผลักดันการหารือเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดท่าทีร่วมในเวทีอาเซียนผ่านคณะทำงานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ และนำไปผลักดันในการประชุมกลุ่ม ๗๗ และจีน ภายใต้อนุสัญญาฯ (๔) ข้อตัดสินใจเรื่อง Talanoa dialogue กำหนดกระบวนการประเมินความก้าวหน้าการดำเนินงานของภาคีต่อการบรรลุเป้าหมาย
ในการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน ๒ องศาเซลเซียส โดยให้เริ่มกระบวนการเดือนมกราคม ๒๕๖๑ และสิ้นสุด
ในการประชุม COP 24 เดือนธันวาคม ๒๕๖๑ (๕) ข้อตัดสินใจเรื่องการดำเนินงานก่อนปี ๒๐๒๐ เป็นเรื่องที่ไทย
ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ซึ่งมีข้อตัดสินใจให้ภาคีเร่งดำเนินการระดมทุนให้ได้ตามเป้าหมาย ๑๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ รวมทั้งให้เร่งจัดส่งตราสารยอมรับต่อข้อแก้ไขโดฮาต่อพิธีสารเกียวโต และให้จัดการทบทวนการดำเนินงานก่อนปี ค.ศ. ๒๐๒๐ ในการประชุม COP 24 (ธันวาคม ๒๕๖๑) และ COP 25 (พฤศจิกายน ๒๕๖๒)

ประเทศไทย โดย พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
มีสาระสำคัญเน้นย้ำความเร่งด่วนในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยความร่วมมือของประชาคมโลก นำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินงานของประเทศไทยต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว อาทิ การจัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
ปี พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๗๓ และแผนการปรับตัวแห่งชาติ และพลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงร่วมกับนายหลุยส์ กิลเบรโต้ มูริโย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสาธารณรัฐโคลอมเบีย นอกจากนี้ ประเทศไทยได้จัดส่งข้อคิดเห็นต่อประเด็นเจรจา ๓ เรื่อง ได้แก่ (๑) Nairobi Work Programme เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปรับตัวในด้านการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ (๒) Article 6 of the Paris Agreement เพื่อนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบและแนวทางต่อกลไกความร่วมมือที่ใช้ตลาด และ (๓) Impact on the implementation of response measures เพื่อนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับกลไกและการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อผลกระทบทางลบจากการใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้ว โดยผู้แทนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้นำเสนอท่าทีของไทยในเรื่องนี้ต่อที่ประชุมเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ นอกจากนี้ ประเทศไทย โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมยังได้ร่วมจัดนิทรรศการและการประชุมคู่ขนานเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานของไทยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ ศาลาไทย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณ Bonn zone ของที่ประชุม ซึ่งได้รับความสนใจ
โดยมีผู้เข้าชมจำนวนมาก

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) นับเป็น
การประชุมในกรอบสหประชาชาติที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด โดยการประชุม COP 23 มีผู้เข้าร่วมการประชุมกว่า ๓๐,๐๐๐ คน เนื่องจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้นำประเทศต่างให้ความสำคัญ เพราะส่งผลกระทบในเชิงกว้าง และเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับประเทศไทย สำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในฐานะหน่วยประสานงานกลางของประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าร่วมการประชุมอย่างต่อเนื่อง และร่วมผลักดันข้อตัดสินใจสำคัญ ๆ ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับโลกเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แกลเลอรี่