ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

survey

“วราวุธ” จับมือ 60 CEO ธุรกิจชั้นนำ แก้วิกฤตโลกร้อน มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

“วราวุธ” จับมือ 60 CEO ธุรกิจชั้นนำ แก้วิกฤตโลกร้อน มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

“วราวุธ” จับมือ 60 CEO ธุรกิจชั้นนำ แก้วิกฤตโลกร้อน มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ 
 
วันที่ 21 มิถุนายน 2565 เวลา 17.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ "ทิศทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย” ในงาน "CEO Forum, Collaboration for Low - Carbon Society" ณ SCG Hall 1-2 อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานใหญ่ SCG พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) โดยมี คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ และมีผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำภาคธุรกิจทั้งจากภาคการผลิต อุตสาหกรรม พลังงาน และภาคการศึกษา กว่า 60 แห่ง ร่วมรับฟัง พร้อมกันนี้ รมว.ทส. ยังได้รับฟังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการช่วยลดคาร์บอนจากการระดมความเห็นของกลุ่มองค์กรชั้นนำเพื่อรวมพลังมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำโดยเร็วอีกด้วย 
 
นายวราวุธ ได้กล่าวขอบคุณ SCG ที่ได้จัดงานนี้ขึ้น ตลอดจนข้อเสนอแนะและแนวทางการผลักดันสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือกับนานาชาติและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065 ดังที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ ในที่ประชุม World Leaders Summit ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26  เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร โดยไทยประกาศยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่และด้วยทุกวิถีทาง ภายใต้เงื่อนไขการสนับสนุนที่สำคัญ 3 ประการ คือ การเงิน เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพ ซึ่งกระทรวงฯ ได้ปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย หรือ LT-LEDS และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC ให้สอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี 
 
นายวราวุธ ยังได้แนะแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ อาทิ การเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและใช้พลังงาน การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การใช้มาตรการทดแทนปูนเม็ด การปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น การจัดการขยะและน้ำเสียชุมชน รวมถึงน้ำเสียอุตสาหกรรม การปรับปรุงการทำนาข้าวเพื่อลดการปล่อยมีเทน และการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ เป็นต้น รวมทั้งได้แนะถึงโอกาสและการปรับตัวของภาคเอกชน ในการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยใช้แนวคิด Green Recovery and Move Forward Greener เพื่อจัดการความเสี่ยงและวางแผนการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy ของรัฐบาล และแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) ของภาคเอกชน ตลอดจน การปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Responsible Investment: RI) นอกจากนี้ ยังได้แจ้งถึงความคืบหน้าของ (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดัน ที่ได้มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตและกลไกทางการเงินที่จำเป็น การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกรายสาขาและการถ่ายทอดเป้าหมายไปสู่การจัดทำนโยบายและแผนรายสาขา เพื่อให้ครอบคลุมแนวทางที่ประเทศจะขับเคลื่อนในระยะต่อไปก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาพิจารณา 
 
นอกจากนี้ ด้านการพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนเครติด ยังได้จัดทำแนวทางและกลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อส่งเสริมการสร้างตลาดคาร์บอนในประเทศไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และการออกระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนการซื้อการขาย และถ่ายโอนคาร์บอนเครดิต พ.ศ. 2565 อีกด้วย สำหรับด้านการเพิ่มแหล่งกักเก็บและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ยังได้ส่งเสริมการปลูกป่าธรรมชาติ ป่าเศรษฐกิจ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยมีการออกระเบียบกรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการปลูกป่า บำรุงรักษาและฟื้นฟูป่าในพื้นที่ของรัฐ และแบ่งปันคาร์บอนเครดิต ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ที่มีความพร้อมดำเนินการ ในปี พ.ศ. 2565 ประมาณ 6 แสนไร่ และด้านสุดท้าย คือ การเร่งศึกษาศักยภาพและความเหมาะสมในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) 
 
“การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดเพียงทางเดียวที่เราจะรักษาโลกใบนี้ไว้ได้ โลกวันนี้ ถ้าไม่มีมนุษย์ โลกอยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีโลก มนุษย์ย่อมอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกันก่อน ปัญหาอื่น ๆ ก็คงไม่ต้องพูดถึง" นายวราวุธ กล่าวย้ำในช่วงท้าย

 

แกลเลอรี่