Loading...

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

รมว.ทส. ให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ

รมว.ทส. ให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ

รมว.ทส. ให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ

     วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๒ พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับ นายเก-ออร์ค ชมิท (Mr. Georg Schmidt) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องในโอกาสเอกอัครราชทูตฯ เข้ารับตำแหน่งใหม่ ณ ห้องรับรอง ชั้น ๒๐ อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

     ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวชื่นชมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านต่างๆ ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก และนักวิชาการของไทยในหลากหลายสาขาต่างเดินทางไปศึกษาดูงาน รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมจากนั้นจึงได้แจ้งถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ดังนี้

     ๑. การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีการกำหนดนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกการบังคับใช้กฎหมายและการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่สุดในการบรรลุเป้าหมายคือ การมีองค์ความรู้ในการจัดการที่เป็นสากล ซึ่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสหภาพยุโรปมีความก้าวหน้าเรื่ององค์ความรู้เป็นอย่างมาก และประเทศไทยกำลังพยายามสร้างองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ

     ๒. การจัดการขยะพลาสติก ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายในการลดการใช้พลาสติก โดยในปีนี้ จะยกเลิกการใช้พลาสติก ๓ ประเภท คือ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำ (cap seal) พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารอ๊อกโซ (Oxo-Degradable Plastics) และการใช้ Microbead และมีแผนจะยกเลิกการใช้ Single-use plastic ในปี ค.ศ. ๒๐๒๒ ภายหลังสหภาพยุโรป ๑ ปี รวมทั้งการยกเลิกการนำเข้าขยะพลาสติก เพื่อใช้เป็นวัสดุ recycle จากต่างประเทศ โดยเห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วควรมีระบบการจัดการขยะพลาสติกในประเทศโดยไม่ส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นการเพิ่มภาระในการจัดการ

     ๓. การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของไทยเป็นร้อยละ ๕๕ ของพื้นที่ประเทศ ภายในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ โดยการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการรักษาป่าที่สมบูรณ์อย่างเข้มแข็ง และส่งเสริมให้ปลูกป่าเศรษฐกิจ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกต่อประชาชนได้ปลูกไม้มีค่าในพื้นที่ตนเอง เพื่อการค้าไม้ได้อย่างถูกกฎหมายเพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่า และในส่วนของสัตว์ป่านั้นปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก อาทิ จำนวนช้างป่าที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๘ ต่อปี (ประมาณ ๒๒๐ เชือก) จำนวนเสือโคร่งที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ๑๕๐ ตัว และการ
กลับมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายากที่หายไปจากระบบนิเวศทางทะเลไทยเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกหลายฉบับ เพื่อให้เนื้อหาทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

     ทั้งนี้ การดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดีและให้การสนับสนุนกิจกรรมหรือข้อริเริ่มของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งในส่วนการออกกฎหมาย และการกำหนดมาตรการต่าง ๆ

     เอกอัครราชทูตฯ กล่าวขอบคุณสำหรับข้อมูลการดำเนินงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งแจ้งว่าสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีให้ความสำคัญที่สุดในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความยินดีที่ปัจจุบันได้มีความร่วมมือกับประเทศไทยในประเด็นดังกล่าว พร้อมทั้งเห็นว่าควรมีการประชาสัมพันธ์และสร้างการตระหนักรู้แก่คนทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกที่สำคัญ

ภาพ: ระพีพัฒน์, ข่าวและเผยแพร่: รดินธร

แกลเลอรี่