Loading...

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

ไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท แถลงไม่มีการทำเหมืองแร่ปรอทเน้นให้ความสำคัญในการจัดการสารเคมีและของเสียอย่างถูกต้องเพื่อปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท แถลงไม่มีการทำเหมืองแร่ปรอทเน้นให้ความสำคัญในการจัดการสารเคมีและของเสียอย่างถูกต้องเพื่อปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

          นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมการประชุมระดับสูง (High-level Segment) ของการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท สมัยที่ 1 เมื่อวันที่ 28 - 29 กันยายน 2560 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ภายใต้หัวข้อการประชุม “การสร้างประวัติศาสตร์ในการจัดการปรอท” ซึ่งมีประมุขแห่งรัฐ 2 ประเทศ และผู้แทนระดับรัฐมนตรี 80 ประเทศ จากภาคีสมาชิกทั้งสิ้น 83 ประเทศ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว

        นางสุณี กล่าวว่า พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม และกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย โดยได้เน้นย้ำถึงความพยายามของทั่วโลกที่ผลักดันให้เกิดอนุสัญญาฉบับนี้ขึ้น และประเทศไทยก็ยอมรับความพยายามดังกล่าวโดยปราศจากข้อแม้ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา และเพื่อปกป้องประชากรโลกจากพิษภัยของปรอท ทั้งนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญอย่างมากในการจัดการสารเคมีและของเสียอย่างถูกต้องเพื่อปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้การจัดการปรอทจึงจะเป็นประเด็นสำคัญอันดับแรกของประเทศไทยในแผนยุทธศาสตร์สารเคมีแห่งชาติฉบับถัดไป (ค.ศ. 2018 - 2026) ที่จะช่วยผลักดันการดำเนินงานด้านการจัดการสารเคมีและของเสียอันตรายของประเทศ ร่วมกับการอนุวัติตามอนุสัญญาบาเซล อนุสัญญารอตเตอร์ดัม และอนุสัญญาสตอกโฮล์ม ซึ่งดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว

          รมว.ทส ยังได้กล่าวต่อที่ประชุมระดับสูงว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการยกเลิกการใช้ปรอทในกระบวนการคลอร์-แอลคาไล การป้องกันการใช้ปรอทในการทำเหมืองแร่ทองคำพื้นบ้านและขนาดเล็ก และไม่มีการทำเหมืองแร่ปรอท นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขกฎหมายระดับอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่เติมปรอท และกระบวนการผลิตที่เติมปรอท เนื่องจากประเทศไทยตระหนักถึงภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีขอบเขตและเพื่อจัดการกับภัยคุกคามดังกล่าวจึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างมากในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ โดยประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้มีปฏิญญาร่วมด้านการจัดการสารเคมีและของเสียอันตรายที่มีการลงนามไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2560 ซึ่งเป็นแสดงออกด้านความร่วมมือเชิงบวกที่แข็งขัน เพื่อผลักดันการดำเนินงานด้านสารเคมีและของเสียอันตรายในระดับภูมิภาคในอนาคตให้เพิ่มสูงขึ้น นางสุณี กล่าว

Credit: ภาพและข่าว: กรมควบคุมมลพิษ, เผยแพร่: อาทิตยา

แกลเลอรี่