ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

survey

ทส. โดย TGO เชิญร่วมกิจกรรมการแข่งขัน “Low Carbon Contest​: VLOG – the Journey” สร้างสรรค์การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ด้านกรมทรัพยากรธรณีเผยการเตรียมพร้อม “รับมือธรณีพิบัติภัยในช่วงฤดูฝน”

ทส. โดย TGO เชิญร่วมกิจกรรมการแข่งขัน “Low Carbon Contest​:  VLOG – the Journey” สร้างสรรค์การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ด้านกรมทรัพยากรธรณีเผยการเตรียมพร้อม “รับมือธรณีพิบัติภัยในช่วงฤดูฝน”

ทส. โดย TGO เชิญร่วมกิจกรรมการแข่งขัน “Low Carbon Contest​:  VLOG – the Journey” สร้างสรรค์การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ด้านกรมทรัพยากรธรณีเผยการเตรียมพร้อม “รับมือธรณีพิบัติภัยในช่วงฤดูฝน”

                กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และหน่วยงานภาคี จัดกิจกรรมการประกวดจัดทำ VLOG ภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ​  :  Low Carbon Contest​ : VLOG – the Journey” ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้เป็นบล๊อกเกอร์แนะนำการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในประเทศไทย ด้านกรมทรัพยากรธรณี เตรียมพร้อม “รับมือธรณีพิบัติภัยในช่วงฤดูฝน”

                วันนี้ ( 9 กรกฎาคม 2563) ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวงฯ อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เปิดเผยถึงกิจกรรมการประกวดจัดทำ VLOG ภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ​  :  Low Carbon Contest​ : VLOG – the Journey” ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย และสำนักพิมพ์สารคดี จัดกิจกรรมการประกวดจัดทำ VLOG ภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ​  :  Low Carbon Contest​ : VLOG – the Journey” เพื่อ​ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการนำเสนอการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ และส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้เป็นบล๊อกเกอร์ ที่สามารถโน้มน้าวใจให้ผู้ชมตระหนักถึงการมีส่วนร่วมลดโลกร้อนผ่านช่องทางสื่อสังคม  โดยมีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนของรางวัลการแข่งขันในครั้งนี้

                กิจกรรมการแข่งขัน “Low Carbon Contest: VLOG – the Journey” กำหนดเปิดตัว และ [Live] Workshop ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ณ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยจะ ปิดรับลงทะเบียนออนไลน์ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2563 และจะปิดรับผลงานวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ซึ่งจะประกาศผล วันที่ 10 กันยายน 2563 โดยหลักเกณฑ์การสมัคร ได้เปิดโอกาสรับสมัครทุกเพศทุกวัย แบบทีมหรือแบบเดี่ยว แข่งสร้างสรรค์ Vlog ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ความยาวไม่เกิน ๓๐ นาที​ โดยผู้เข้าแข่งขันสามารถใช้คลิปวิดีโอท่องเที่ยวที่เคยถ่ายหรือเคยเผยแพร่มาแล้ว แต่ยังไม่เคยส่งประกวดในโครงการอื่นมาก่อน นำมาตัดต่อใหม่ ถ่ายทำเพิ่มเติม​ โดยมี Vlogger นำเสนอไอเดียท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ลดก๊าซเรือนกระจก ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หากเป็นภาษาพื้นเมือง/ภาษาอังกฤษ จะต้องซับภาษาไทย ทั้งนี้​ จะต้องเป็นการแนะนำการท่องเที่ยวในประเทศไทยเท่านั้น

                สำหรับรางวัลผู้ชนะการประกวดจะได้รับรางวัล รวมรางวัลมูลค่า 210,000 บาท มีดังนี้
                • รางวัลดีเด่น จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร
                • รางวัลชมเชย จำนวน 7 รางวัล รางวัลละ 15,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร
                • รางวัล Popular Vote จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร
                นอกจากนี้​ ผู้​ที่ได้รับรางวัลทุกท่านจะได้รับบัตรประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติมูลค่าไม่เกินกว่า 2,000 บาท จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกิฟต์เซตจากบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)
                ทั้งนี้​ สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์​ อบก. https://bit.ly/3iC4bQh หรือดาวน์โหลดเอกสารกิจกรรม โปสเตอร์  แบนเนอร์ เฟซบุ๊กคอนเทนต์ซีรีย์ ได้ที่ https://bit.ly/2O3d9HU  และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : สำนักพัฒนาศักยภาพและสร้างภาพลักษณ์องค์กร องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 0-2141-9974
                ด้านกรมทรัพยากรธรณี โดยนายมนตรี เหลืองอิงคะสุต รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ในฐานะโฆษกกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อม “รับมือธรณีพิบัติภัยในช่วงฤดูฝน” ว่า กรมทรัพยากรธรณี ดำเนินการศึกษาธรณีพิบัติภัยดินถล่ม พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มใน 54 จังหวัด 1,084 ตำบล ซึ่งถล่มในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงฝนตกหนัก โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังดินถล่ม คือ พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ จากลักษณะอากาศคาดการล่วง 2 เดือน (ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา) พบมีฝนตกชุกมากขึ้น ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนและตกชุกหนาแน่นประมาณเดือนสิงหาคม พื้นที่คาดการณ์สำหรับการติดตามและการเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยดินถล่มของกรมทรัพยากรธรณี ดังนี้
                เดือนกรกฎาคม จากการคาดหมายสภาพอากาศในช่วงระยะครึ่งหลังของเดือน ได้รับอิทธิพลร่องความ กดอากาศต่ำเลื่อนกับลงมาพาดผ่านประเทศไทยตอนบนอีกครั้ง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีฝนตกชุกมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก คาดว่าปริมาณฝนเมื่อรวมกับบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมากกว่าค่าปกติ ซึ่งอาจทำให้บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มได้ โดยพื้นที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ได้แก่
                ภาคเหนือ ในจังหวัดน่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก
                ภาคกลาง ในจังหวัดกาญจนบุรี
                ภาคตะวันออก ในจังหวัดตราด จันทบุรี และสระแก้ว
                ภาคใต้ ในจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี และชุมพร
                เดือนสิงหาคม จากการคาดหมายสภาพอากาศ เนื่องจากอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงเป็นระยะ ๆ  ส่งผลให้บริเวณตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีปริมาณน้ำฝนมากขึ้น  ซึ่งอาจทำให้บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มขึ้นได้ โดยพื้นที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ได้แก่
                ภาคเหนือ ในจังหวัดน่าน แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ และตาก
                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจังหวัดเลย หนองคาย และอุบลราชธานี
                ภาคตะวันออก ในจังหวัดจันทบุรี และตราด
                ภาคใต้ ในจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี และชุมพร
                ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณี ได้มีการเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย ดังนี้
                1) ตรวจสอบ ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศ และสิ่งบอกเหตุก่อนเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก จากเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย พร้อมจัดทำรายงานสภาพอากาศและธรณีพิบัติภัยประจำวันพร้อมรายงานผ่านทางเว็บไซด์ ทธ. และผ่านระบบโทรสาร
                2) ติดต่อประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย ทางโทรศัพท์ ข้อความสั้น (SMS) Application Line และ Face book เพื่อเตือนให้เฝ้าระวังดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยง
                3) ประเมินสถานการณ์พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม และออกประกาศเฝ้าระวัง
                4) จัดเก็บและรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์พิบัติภัยที่เกิดขึ้น และจากการสำรวจ ตรวจสอบพื้นที่ประสบเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัย และเสนอแนวทางการจัดการ/การแก้ไขปัญหาพื้นที่ประสบเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ มีขั้นตอนที่ดำเนินการในช่วงระยะเวลาก่อนเกิดภัยพิบัติโดยดำเนินการ ดังนี้
                1. กำหนดเขตพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มจากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะธรณีวิทยาและการใช้ประโยชน์ที่ดิน และประเมินผลทางสถิติเพื่อหาความเป็นไปได้ของการเกิดดินถล่มในแต่ละพื้นที่
                2. กำหนดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก โดยจัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัยดินถล่มระดับชุมชน ที่แสดงถึงตำแหน่งหมู่บ้านและบ้านเรือนเสี่ยงภัยที่จะได้รับผลกระทบจากดินถล่มข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย และจุดปลอดภัย เป็นต้น ครอบคลุมพื้นที่ 940 ตำบล จากพื้นที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม 1,084 ตำบลทั่วประเทศ เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนนำไปใช้ในการวางแผนการเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยในชุมชนต่อไป
                3. การจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทำหน้าที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติดินถล่มในชุมชนของตน และสนับสนุนการซักซ้อมแผนการเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยที่ร่วมกันจัดทำไว้ ปัจจุบันมีเครือข่าย 35,980 ราย จาก 51 จังหวัด
                4. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ธรณีพิบัติภัยรายภาค เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการจัดการธรณีพิบัติภัยของชุมชน รวมทั้งเป็นต้นแบบขยายผลการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยสู่ชุมชนข้างเคียง
                5. เฝ้าระวังสถานการณ์การเกิดพิบัติภัย ผ่านศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย
                6. การดำเนินการช่วงหลังจากเหตุการณ์พิบัติภัย โดยเข้าตรวจสอบพื้นที่ เพื่อศึกษาถึงสาเหตุการเกิด ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบที่เกิดขึ้น สำหรับใช้ในการกำหนดแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่
                ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย โทรศัพท์  0 2621 9701-5

แกลเลอรี่