ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

survey

ปลัด ทส. สั่งคุมเข้ม PM 2.5 และจุดความร้อน จ.แม่ฮ่องสอน และตาก บรรเทาสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ

ปลัด ทส. สั่งคุมเข้ม PM 2.5 และจุดความร้อน จ.แม่ฮ่องสอน และตาก บรรเทาสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ

ปลัด ทส. สั่งคุมเข้ม PM 2.5 และจุดความร้อน จ.แม่ฮ่องสอน และตาก บรรเทาสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ

วันนี้ (8 มีนาคม 2564) เวลา 15.00 น. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง และตาก คุมเข้มมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน และจ.ตาก ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีจุดความร้อนเกิดขึ้นสูง ผ่านการประชุม VDO Conference ร่วมกับหน่วยราชการสังกัดกระทรวงฯ ในพื้นที่

จากสถานการณ์จุดความร้อน จากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS บันทึกข้อมูลเมื่อวันที่ 7 มีค. 2564 โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : GISTDA พบว่าในอนุภูมิภาคแม่โขง พบจุดความร้อนมากที่สุดในประเทศเมียนมา 6,029 จุด ประเทศไทย 1,817 จุด และประเทศกัมพูชา 1,729 จุด ตามลำดับ สำหรับ 17 จังหวัดภาคเหนือ พบจุดความร้อนรวม รวม 1,505 จุด พบมากที่สุด จังหวัดแม่ฮ่องสอน 418 จุด ลำปาง 291 จุด และเชียงใหม่ 219 จุด และจากข้อมูลจุดความร้อนสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 มีนาคม 2564 พบจุดความร้อนรวม 40,669 จุด ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบจุดความร้อนในป่าอนุรักษ์ 16,564 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 15,646 จุด พื้นที่เกษตร 6,672 จุด พื้นที่ชุมชน 1,656 จุด และพื้นที่ริมทาง 131 จุด ตามลำดับ 

นายจตุพร จึงได้สั่งการให้ระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งจากกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน อย่างเร่งด่วน เพื่อประสานกำลังในการลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปกครอง และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เพื่อลาดตระเวนเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที รวมถึงระดมอุปกรณ์เครื่องมือ ยานพาหนะ และอากาศยาน จากทั้งในและนอกพื้นที่มาสนับสนุนการเผชิญเหตุเพื่อเร่งควบคุมและดับไฟโดยเร็ว โดยเฉพาะในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง และเชียงใหม่ ได้นำเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการบินโปรยน้ำดับไฟในพื้นที่ป่า นอกจากนี้ในหลายจังหวัดได้มีการประกาศห้ามเผาโดยเด็ดขาดจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 พร้อมกับดำเนินมาตรการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร จิตอาสา และประชาชน ในการลาดตระเวนเฝ้าระวังและป้องปรามการเผาและร่วมดับไฟในพื้นที่ พร้อมทั้งได้มีการประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งทุกกรณี และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างเข้มงวด รวมถึงได้มอบหมายให้ กรมควบคุมมลพิษ เฝ้าระวังผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อ จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย และจะเร่งประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการอาเซียนเพื่อขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านในการลดและควบคุมการเผาในที่โล่ง

นอกจากนี้ ยังพบว่า สถานการณ์จุดความร้อนในพื้นที่เฝ้าระวัง อย่างเช่น ดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ และดอยพระบาท จ.ลำปาง ยังไม่พบรายงานการเกิดปัญหาในพื้นที่ดังกล่าวในปีนี้ ซึ่งถือได้ว่ามีการดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังที่ทางกระทรวงฯ ได้ดำเนินการร่วมกับแต่ละจังหวัดอย่างเข้มข้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ประกอบกับในปีนี้ กระทรวงฯ มีนโยบายชิงเก็บ เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนในพื้นที่ป่ามีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อรวมรวบเชื้อเพลิง อาทิ เศษใบไม้แห้งออกจากพื้นที่ เพื่อทำไปอัดแท่งสำหรับทำเชื้อเพลิงต่อไป โดยมีเป้าหมายนำเชื้อเพลิงออกจากพื้นที่ให้ได้จังหวัดละ 100 ตัน ซึ่งจากการดำเนินงานล่าสุดของกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงออกจากพื้นที่ได้เกินกว่าเป้าหมายแล้วในทุกพื้นที่

สำหรับสถานการณ์ฝุ่นละออง ผลการตรวจวัด PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ในวันที่ 8 มีนาคม 2564 ณ เวลา 12.00 น. ตรวจวัดได้ 24 - 329 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยพบค่าสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานรวม  13  พื้นที่ และพบค่าสูงสุดที่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรวจวัดได้ 329 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 มีนาคม 2564 พบว่ามีจำนวนวันที่ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน 64 วัน และมีค่าสูงสุด 325 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งพบที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปลัดกระทรวงฯ จึงได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย พะเยา และตาก ประสานกับผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองอย่างเข้มงวดต่อไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่อย่างเข้มงวดต่อไป รวมถึงเพิ่มแผนปฏิบัติการเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่เมือง เช่น การเข้มงวดการตรวจควันดำรถยนต์ เพื่อลดการซ้ำเติมปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือด้วย และขอให้แต่ละจังหวัดเพิ่มเติมการชี้แจงทำความเข้าใจและให้ข้อมูลแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพได้อย่างเท่าทันต่อสถานการณ์

ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีการรายงานข่าวว่า เป็นเมืองมลพิษลำดับ 3 ของโลก พบว่า ค่าคุณภาพอากาศของ จ.เชียงใหม่ มีค่าสูงทั้งที่เป็นพื้นที่ที่มีค่าจุดความร้อนไม่มาก เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของ จ.เชียงใหม่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ทำให้เอื้อต่อการสะสมของมลพิษทางอากาศ ประกอบกับมีจุดกำเนิดความร้อนจำนวนมากจากพื้นที่โดยรอบที่เป็นพื้นที่ต้นลม ทั้งจากประเทศเพื่อนบ้าน จ.แม่ฮ่องสอน และจ.ตาก ทำให้กระแสลมตะวันตกเฉียงเหนือและลมตะวันตกเฉียงใต้ พัดพาฝุ่นละอองมาสะสมยังบริเวณ จ.เชียงใหม่ รวมถึงปัจจัยสภาพอากาศในเวลากลางคืน ที่มีการระบายอากาศในแนวดิ่งได้ไม่ดีนัก ทำให้เกิดการสะสมฝุ่นละออง

นายจตุพร จึงได้เร่งสั่งการให้พื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน และจ.ตาก เป็นพื้นที่เสี่ยงที่ต้องมีการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงเร่งระดับสรรพกำลังเข้าป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยควบคุมสถานการณ์ปัญหาให้กับ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ต้นทาง นอกจากนี้ ยังขอให้แต่ละพื้นที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ลักลอบเผาป่า ซึ่งผู้ที่กระทำผิดจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และมีโทษปรับตั้งแต่ 4 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท หรือมีโทษทั้งจำทั้งปรับ และฝากไปถึงพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 8 – 10 มีนาคม 2564 พื้นที่ภาคเหนือตอนบน ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายสภาพอากาศมีความเร็วลมต่ำ ฝุ่นละอองสะสมได้มากขึ้น ประกอบกับยังคงพบจุดความร้อนจำนวนมาก และลมตะวันตกเฉียงใต้มีแนวโน้มพัดฝุ่นละอองเข้ามาสะสมเพิ่มเติม จึงยังคงขอให้ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ โดยสวมใส่หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง เมื่อออกนอกบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วย เด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์

แกลเลอรี่