“ปลัดฯ จตุพร” ร่วมคณะรองนายกฯ “ประวิตร” ติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำ 4 จังหวัดภาคอีสาน มุ่งความมั่นคงด้านน้ำตามนโยบายรัฐบาล เพื่อประโยชน์อย่างยั่งยืน
วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2565) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมคณะ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ ความก้าวหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสร้างความมั่นคงด้านน้ำตามนโยบายรัฐบาล และพบปะประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด รวมถึงติตตามความสำเร็จจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ตามที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบรรเทาอุทกภัยช่วงฤดูฝน และเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ตลอดจนโครงการที่ได้รับการอนุมัติงบกลางเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยโอกาสนี้ มีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 4 จังหวัดให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมชลประทาน และหน่วยงานท้องถิ่น ร่วมชี้แจงรายละเอียดผลการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้เร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำในฤดูฝน ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง เช่นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่กระจายอยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งสามารถเก็บกักน้ำไว้สำหรับใช้ในการอุปโภค-บริโภค และการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ลดความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม ส่งเสริมรายได้ให้ประชาชนในสถานการณ์โควิด ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำได้เป็นอย่างดี
โดยการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย
1) โครงการระบบส่งน้ำเครือข่ายน้ำหนองหวาย จ.สกลนคร ซึ่งดำเนินการโดย กรมทรัพยากรน้ำ ช่วยแก้ไขการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร 1,150 ไร่ สนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคกว่า 600 ครัวเรือน และเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำกว่า 2,000 ไร่ ปัจจุบันเปิดใช้งานแล้ว และจะขยายผลในระยะที่ 2 ในปี 2566 – 2567
2) โครงการประตูระบายน้ำธรณิศนฤมิต จ.นครพนม ซึ่งดำเนินการโดย กรมชลประทาน ตามแผนงานก่อสร้างหลักโครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยเก็บกักน้ำเพื่อสนับสนุนการอุปโภค-บริโภค และการเกษตร รวมพื้นที่ประมาณ 22,000 ไร่ โดยเฉพาะป้องกันปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกในฤดูน้ำหลาก และการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง
3) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ จ.กาฬสินธุ์ ครอบคลุมพื้นที่ 760 ไร่ และ 4) โครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรแปลงใหญ่ จ.ร้อยเอ็ด ครอบคลุมพื้นที่ 500 ไร่ ซึ่งดำเนินการโดย กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทั้ง 2 โครงการ ช่วยส่งเสริมอาชีพเกษตรให้มีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดปัญหาด้านสังคมการย้ายถิ่นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องอาศัยเกษตรน้ำฝนการมีแหล่งน้ำไว้ใช้จะช่วยลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างผลสำเร็จในการจัดหาน้ำกิน น้ำใช้ และเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนอย่างยั่งยืนให้กับประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำซาก จึงได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ รวมถึงจังหวัด เร่งดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ ปัญหาความเดือดร้อน และความต้องการของประชาชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนแผนงานและงบประมาณในการขับเคลื่อนโครงการ พัฒนา ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำให้เกิดความมั่นคงครอบคลุมทุกพื้นที่ต่อไป
















