ทส. เปิดตัวการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง สร้างรายได้กว่า 7 ล้านบาท หวังผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนเครดิตของอาเซียน
วันที่ 25 กันยายน 2567 เวลา 15.00 น. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบหมายให้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัว “การซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน สู่การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน” ซึ่งป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศไทยที่เข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตได้สำเร็จ สามารถขึ้นทะเบียนภายใต้การรับรองของโครงการ T-VER จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จำนวน 1,397 ไร่ ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต 5,259 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) ได้รับสิทธิการแบ่งปันคาร์บอนเครดิต 90% หรือคิดเป็น 4,733 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สร้างเงินรายได้เข้าสู่ป่าชุมชน 7.099 ล้านบาท โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด ทส. พร้อมด้วยผู้บริหารบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ณ.ฤทธิ์ จำกัด และตัวแทนป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง จังหวัดเพชรบุรี เข้าร่วมในการเปิดตัว ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. ได้กล่าวแสดงความยินดีกับป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง จังหวัดเพชรบุรี ที่ได้ดำเนินการดูแล ฟื้นฟูป่าชุมชนอย่างเข้มแข็ง เสียสละ อดทน มุ่งมั่นในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์ นำไปสู่การรับรองคาร์บอนเครดิตจนสามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ในวันนี้ สามารถสร้างรายได้เข้าสู่ส่วนกลางของป่าชุมชน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งกระทรวงฯ มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยให้เป็นมาตรฐานสากล มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการประเมินเพื่อให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นไปตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และอยากเชิญชวนภาคเอกชน องค์กร ชุมชนที่สนใจร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของป่าชุมชน ซึ่งนอกเหนือจากประโยชน์คาร์บอนเครดิตที่ได้รับสิทธิการแบ่งปันตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นการช่วยกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู ปลูกเสริมป่า ป้องกันไฟป่า ทำให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหารให้กับชุมชน ส่งเสริมการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามที่ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี ค.ศ. 2065 และการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนเครดิตของอาเซียนได้ต่อไป
















