กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
survey

ทส. เร่งพิสูจน์สิทธิพื้นที่ทับลาน ตามนโยบาย รมว.สุชาติ แยกนายทุนออกจากชาวบ้าน ยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ทส. เร่งพิสูจน์สิทธิพื้นที่ทับลาน ตามนโยบาย รมว.สุชาติ แยกนายทุนออกจากชาวบ้าน ยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ทส. เร่งพิสูจน์สิทธิพื้นที่ทับลาน ตามนโยบาย รมว.สุชาติ แยกนายทุนออกจากชาวบ้าน ยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

วันนี้ (16 กรกฎาคม 2569) เวลา 13.30 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการขับเคลื่อนการกำกับ ติดตาม และตรวจสอบพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ของชุมชนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าคณะทำงาน และนายภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 202 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference)

ที่ประชุมได้เร่งขับเคลื่อนการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยยืนยันการดำเนินงานตามแนวเขตอุทยานแห่งชาติปี 2543 และกำหนดให้การพิสูจน์สิทธิของราษฎรในพื้นที่กลุ่มที่ 2 และบางส่วนของกลุ่มที่ 4 แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีทั้งประชาชนผู้ใช้ประโยชน์โดยสุจริตและกลุ่มนายทุนที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี จึงต้องเร่งแยกผู้ใช้ประโยชน์โดยสุจริตออกจากผู้บุกรุก เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนและการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน รัฐบาลได้กำหนดแนวทางดำเนินการออกเป็น 5 กลุ่ม ตามลักษณะการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้แก่
กลุ่มที่ 1 พื้นที่ ส.ป.ก. จำนวน 53,416 ไร่ เห็นควรเพิกถอนออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามหลักการ One Map
กลุ่มที่ 2 พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี จำนวน 8,328 ไร่ เร่งตรวจสอบสิทธิและดำเนินการด้านคดีความให้แล้วเสร็จก่อนพิจารณาตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มที่ 3 พื้นที่ พมพ./คจก. จำนวน 87,500 ไร่ เห็นควรเพิกถอนออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ โดยจะจัดทำประชามติสอบถามความต้องการรูปแบบสิทธิของราษฎร
กลุ่มที่ 4 พื้นที่อื่นนอกเขต ส.ป.ก. และโครงการด้านความมั่นคง จำนวน 109,420 ไร่ จะดำเนินการตรวจสอบสิทธิรายแปลงอย่างเข้มงวด เพื่อคัดกรองกลุ่มทุนออกก่อนพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
กลุ่มที่ 5 พื้นที่ราชพัสดุ จำนวน 6,621 ไร่ เห็นควรเพิกถอนออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้เป็นไปตามการใช้ประโยชน์ในราชการทหารตามสถานะเดิม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมายจากคณะทำงานพิสูจน์สิทธิฯ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง 3 ราย อยู่ระหว่างการบังคับคดี 4 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการขอออกหมายบังคับคดีเพิ่มเติมอีก 8 ราย

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ใช้ประโยชน์กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี และกลุ่มที่ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่ราษฎรที่อยู่นอกเขต ส.ป.ก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง รวมพื้นที่ 28,299.54 ไร่ จำนวน 3,700 แปลง แบ่งเป็นกลุ่มที่ 2 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ จำนวน 1,059 แปลง และกลุ่มที่ 4 เนื้อที่ประมาณ 19,901.54 ไร่ จำนวน 2,641 แปลง โดยจะเร่งตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิ พร้อมดำเนินการตามกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด

ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยเฉพาะพื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ด้วยการแยกผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินโดยสุจริต ทั้งผู้ที่อยู่อาศัยก่อนและหลังการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติ ออกจากผู้บุกรุกและกลุ่มนายทุนที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานประกอบการพิสูจน์สิทธิอย่างเป็นธรรม ภายใต้หลักนิติธรรมและข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี

ปลัดกระทรวงฯ ยังเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเด็ดขาดกับกลุ่มนายทุนที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ รวมถึงผู้ประกอบกิจการโรงแรม รีสอร์ต และกิจการอื่นที่ผิดกฎหมาย เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าและนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม ควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชนผู้ไม่มีที่ดินทำกินให้สามารถเข้าถึงที่ดินได้ตามระเบียบและกฎหมาย

ทั้งนี้ นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าคณะทำงาน พร้อมคณะทำงาน มีกำหนดลงพื้นที่ระหว่างวันที่ 26–27 กรกฎาคม 2569 เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและหารือกับประชาชนที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี 23 ราย โดยข้อมูลที่ได้รับจะนำไปประกอบการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายภายใต้กรอบของกฎหมายต่อไป.

แกลเลอรี่