กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
survey

“รมว.สุชาติ” ผนึกไทย–ลาว แก้ไฟป่า–หมอกควันข้ามแดนที่ต้นเหตุ เดินหน้ายุทธศาสตร์ฟ้าใส ส่งทีมถ่ายทอดความรู้–อุปกรณ์ พร้อมพาคณะลาวศึกษาระบบ War Room เชียงใหม่

“รมว.สุชาติ” ผนึกไทย–ลาว แก้ไฟป่า–หมอกควันข้ามแดนที่ต้นเหตุ เดินหน้ายุทธศาสตร์ฟ้าใส ส่งทีมถ่ายทอดความรู้–อุปกรณ์ พร้อมพาคณะลาวศึกษาระบบ War Room เชียงใหม่

“รมว.สุชาติ” ผนึกไทย–ลาว แก้ไฟป่า–หมอกควันข้ามแดนที่ต้นเหตุ เดินหน้ายุทธศาสตร์ฟ้าใส ส่งทีมถ่ายทอดความรู้–อุปกรณ์ พร้อมพาคณะลาวศึกษาระบบ War Room เชียงใหม่

วันนี้ (8 กันยายน 2569) เวลา 16.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ให้การต้อนรับ รศ.ดร.ลินคำ ดวงสะหวัน (H.E. Assoc. Prof. Dr. Linkham Douangsavanh) รัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือทวิภาคีและร่วมลงนาม “บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ณ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการรับมือปัญหาไฟป่า หมอกควันข้ามแดน และฝุ่น PM2.5

โอกาสนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ส่งมอบอุปกรณ์สนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าให้แก่ สปป.ลาว โดยบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) สนับสนุนเครื่องเป่าลม จำนวน 30 เครื่อง และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF สนับสนุนเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ จำนวน 4 เครื่อง เพื่อสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ติดตาม และควบคุมสถานการณ์ไฟป่า ตลอดจนลดผลกระทบจากหมอกควันข้ามพรมแดน และยกระดับคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ ในการนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และนายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้ ในการสนับสนุนดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” (CLEAR Sky Strategy) ซึ่งไทยพร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการไฟป่ากับ สปป.ลาว รวมถึงประสานความร่วมมือด้านโครงการฝนหลวง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่าและพื้นที่ภูเขาที่เข้าถึงได้ยาก นอกจากนี้ ไทยเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ด้านการจัดการไฟป่าไปถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ภายในปี 2569 เพื่อเสริมความพร้อมด้านบุคลากรและการปฏิบัติงานก่อนเข้าสู่ฤดูกาลหมอกควันที่กำลังจะมาถึง


นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้หารือกับรัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหาไฟป่า หมอกควันข้ามแดน และ PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องร่วมมือกันตั้งแต่การป้องกัน การเฝ้าระวัง การแลกเปลี่ยนข้อมูล ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ 

การลงนาม MOU ครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไทยเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการจัดการสิ่งแวดล้อมระหว่างสองประเทศ บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน ครอบคลุมทั้งการป้องกันและควบคุมมลพิษ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการภัยพิบัติ การใช้เทคโนโลยีสำรวจระยะไกล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทั้งนี้ สำหรับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ไทยจะมุ่งทำงานร่วมกับ สปป.ลาว ตั้งแต่การป้องกันและเฝ้าระวัง ไปจนถึงการจัดการในพื้นที่ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีข้อมูลและแนวทางการทำงานที่สอดคล้องกัน ลดการเกิดและการสะสมของมลพิษข้ามแดน และลดผลกระทบต่อประชาชน

นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 9–11 กันยายน 2569 นายสุชาติ รมว.ทส. ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำคณะกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว ลงพื้นที่ศึกษาดูงานการบริหารจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ของประเทศไทย ณ ห้องปฏิบัติการติดตามสถานการณ์หมอกควัน ไฟป่า (War Room) ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ คณะ สปป.ลาว จะได้เรียนรู้ระบบการทำงานแบบบูรณาการภายใต้ Single Command ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ การใช้ข้อมูล การประสานกำลัง และการสั่งการ ไปจนถึงการปฏิบัติจริงในพื้นที่ พร้อมตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เห็นแนวทางการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของ สปป.ลาว

นายสุชาติ ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 จำเป็นต้องทำควบคู่กันทั้ง “คน ข้อมูล เครื่องมือ และความร่วมมือระหว่างประเทศ” โดยไทยจะเดินหน้าทำงานร่วมกับ สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสนับสนุนอุปกรณ์ การพัฒนาบุคลากร และการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดผลกระทบจากมลพิษข้ามแดน และสร้างคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ

แกลเลอรี่