ปลัด ทส. หารือ “Selwin Hart” เดินหน้าความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ เตรียมพร้อม COP31
วันนี้ (14 ตุลาคม 2569) เวลา 16.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร. รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับ Mr. Selwin Hart, Special Adviser to the Secretary-General on Climate Action and Just Transition and Assistant Secretary-General for the Climate Action Team และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนข้อริเริ่มของเลขาธิการสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับการเร่งรัดการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ณ ห้องประชุมชั้น 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในโอกาสนี้ ปลัด ทส. ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ โดยได้ปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 เป็นปี 2050 พร้อมขับเคลื่อน NDC 3.0 เพื่อเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน การขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการจัดการของเสีย ควบคู่กับการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับ การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่กับการส่งเสริมแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม อาทิ การทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน นอกจากนี้ ประเทศไทยอยู่ระหว่างการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อวางกรอบกฎหมายและสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ
ด้าน Mr. Selwin Hart ได้ชื่นชมความเป็นผู้นำของประเทศไทยในการยกระดับการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเห็นว่า NDC 3.0 ของไทย เป็นแบบอย่างของ NDC ที่ครอบคลุมและมีความมุ่งมั่นตั้งใจสูงที่สุดพร้อมยืนยันความพร้อมของสหประชาชาติในการระดมความเชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนประเทศไทย เพื่อช่วยผลักดันเป้าหมายและแผนด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดจากการดำเนินงานที่มีอยู่และหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน
นอกจากความร่วมมือในระดับประเทศแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ Global Grids Accelerator ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของเลขาธิการสหประชาชาติ โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคผ่านการพัฒนา ASEAN Power Grid และ Smart Grid ในประเด็นนี้ ปลัด ทส. เน้นย้ำว่า การที่ประเทศไทยจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 จะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศและการขับเคลื่อน ASEAN Roadmap on Methane นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา Green Policies for Data Centers เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความพร้อมในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
















