ทส.ร่วมพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ "การบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ สู่ความยั่งยืน เพื่อปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม"
วันนี้ (31 มกราคม 2562) เวลา 09.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ " การบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ สู่ความยั่งยืน เพื่อปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" ระหว่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อร่วมมือในการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภค บริโภคและการเกษตรของชุมชน โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน
การลงนามดังกล่าว เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการนำเสนอสมุดปกขาวการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่แนวทางการปฏิบัติโดยตัวแทนจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มประชารัฐรักสามัคคี กลุ่มบริหารจัดการน้ำชุมชน ในด้าน Big Data ด้านการบริหารจัดการน้ำชุมชน ด้านเกษตรกรรมและเกษตรกรรมสมัยใหม่ ด้านวิสาหกิจชุมชน ด้านการบริหารจัดการขยะชุมชน ได้นำเสนอผลการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และปัญหาอุปสรรคจากการขายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มและได้ขอการสนับสนุนจากรัฐบาลในด้านต่างๆ เช่นการหาตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ของชุมชน ขาดเครื่องจักรที่ทันสมัย
ภายหลังการนำเสนอสมุดปกขาวการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่แนวทางการปฏิบัติโดยตัวแทนในด้านต่างๆแล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ "นโยบายรัฐบาลในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่ารัฐบาลขอรับฟังทุกข้อที่ตัวแทนได้ขอการสนับสนุนมา ซึ่งอาจจะไม่ได้ให้การสนับสนุนในทุกข้อหากข้อใดขาดรัฐบาลจะดำเนินการสนับสนุน ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงฯ ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของตนเองให้กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ประชาชน กลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้มีแหล่งข้อมูลเพียงพอ การทำงานต้องมองภาพใหญ่ให้เชื่อมโยงกับภาพเล็กแต่ทั้งหมดต้องสอดคล้องกัน และขอให้ปลูกไม้มีค่าไว้ในที่กรรสิทธิ์ของตนเองเพื่อเป็นมรดกให้กับลูกหลาน ซึ่งสามารถเอาไปเป็นหลักทรัพย์และค้ำประกันได้ ดีกว่าการขายให้กับนายทุน เพราะจะนำไปสู่การไม่มีที่ดินทำกินในอนาคต
ภาพ / ข่าวเผยแพร่ อาทิตยา ศรัณญภัทร
















