ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในแต่ละปี ส่งผลความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สุขภาพ ความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีผลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอีกด้วย สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือถือเป็นภัยธรรมชาติที่เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน สาเหตุหลักของปัญหาเกิดจาก
- การเผาป่าเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์
- การเผาป่าเพื่อบุกรุกพื้นที่
- การเผาพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
- การเผาริมทาง และพื้นที่ชุมชน
การติดตามและประเมินพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ จึงมีความจำเป็นและเร่งด่วน เพื่อนำมาใช้ป้องกันและฟื้นฟู เยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยที่เกิดขึ้น
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมควบคุมมลพิษ จึงได้ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถอดบทเรียน (After Action Review: AAR) ในวันนี้ (31 พฤษภาคม 2560) ณ ห้องแกรนด์วิว 3 โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทบทวนผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาหมอกควันที่ผ่านมา ในแง่มุมต่างๆ ทั้งความสำเร็จและล้มเหลว รวมถึงการวิเคราะห์จุดแข็ง/จุดอ่อน ข้อเสนอแนะ และช่วยกันระดมสมอง บอกกล่าวประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน เพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ไขได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ บูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงมาตรการ/การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันในปี ๒๕๖๑ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมี พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม พร้อมมอบแนวทางการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือปี 2561 ดังนี้
1. ระดมมาตรการเพื่อป้องกันก่อนเกิดไฟเพื่อควบคุมไม่ให้คนจุดไฟ และป้องกันก่อนลุกลามจนยากต่อการควบคุม
2. การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รณรงค์สร้างจิตสำนึกในการแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งคนจุดไฟและเครือข่ายเฝ้าระวัง ด้วยการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และร่วมดับไฟ ภายใต้แนวคิด "ประชารัฐร่วมใจ เพื่อฟ้าใสไร้หมอกควัน”
3. ช่วยกันประณามคนจุดไฟเผาป่า และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ดับไฟในพื้นที่
4. แก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันด้วยความตั้งใจจริง เพื่อนำไปสู่การคืนอากาศบริสุทธิ์ให้พี่น้อง 9 จังหวัดภาคเหนือ
5. มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและตามสมควร
6. การทำงานร่วมกันโดยไร้เส้นแบ่ง ไม่เลือกปฏิบัติ
7. ใช้บทเรียนที่พบเห็นและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นองค์ความรู้
ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ ภายใต้แผนปฏิบัติการเชียงราย 2017 สำหรับความสำเร็จของการดำเนินงาน ปี 2560 ที่สามารถลดจุดความร้อนได้มากกว่าร้อยละ 40 เกิดจากความร่วมมือของทุกส่วนราชการ ภายใต้กลไกของ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ปี 2550 กำกับดูแล โดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจังหวัด อำเภอ หมู่บ้าน ดำเนินการอย่างเข้มข้น มีการให้รางวัลหมู่บ้านดีเด่น และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารเสนเทศให้การสนับสนุนข้อมูลในการกำหนดแผนรับมือปัญหา มีการระดมสรรพกำลังจากกองทัพภาคที่ 3 ตำรวจ เครือข่ายอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้เข้าดับไฟก่อนเกิดการลุกลาม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนความสำเร็จและปรับแผนเผชิญเหตุให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริงในพื้นที่
นอกจากนี้ ปี 2560 เป็นที่น่ายินดีที่ กระทรวงมหาดไทย รับเป็นเจ้าภาพอย่างเต็มตัวในการแก้ไขปัญหาหมอกควัน ภายใต้กลไกของพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ตามแนวทาง "3 มาตรการเชิงพื้นที่ 4 มาตรการบริหารจัดการ” โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน โดยได้ระดมสรรพกำลังเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง เร่งจัดการเชื้อเพลิงและทำแนวกันไฟ ลดการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่า กำหนดช่วงเวลาห้ามเผาและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผา จัดชุดลาดตระเวนร่วมเพื่อเฝ้าระวังและดับไฟ บูรณาการเครื่องมือดับเพลิงและอุปกรณ์ของทุกหน่วยงาน สร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อเฝ้าระวังการเผาและลดการเผาในพื้นที่ และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
สำหรับปี 2561 กระทรวงหมาดไทยเป็นเจ้าภาพหลักบูรณาการสั่งการและการจัดสรรงบประมาณให้ 9 จังหวัดภาคเหนือ เน้นมาตการป้องกันที่เข้าถึงคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเผาซ้ำซาก Single Command โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่ เครือข่ายภาคประชาชน ชุมชน หมู่บ้าน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงไม่ให้เกิดไฟ และให้จังหวัดบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และช่วงเวลา
















