ทช. จับมือ เอสซีจี พัฒนาต้นแบบทุ่นกักขยะลอยน้ำป้องกันขยะไหลลงสู่ทะเลนำร่องทดสอบครั้งแรกที่ปากแม่น้ำระยอง และคลองใน จ. สมุทรสาครเล็งขยายผลอีก 20 แห่งทั่วประเทศตั้งเป้ากักขยะ30ตัน ภายใน 6 เดือน
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมกับ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี พัฒนาต้นแบบทุ่นกักขยะลอยน้ำ เพื่อป้องกันขยะไหลลงสู่ทะเล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางออกในการแก้ไขปัญหาขยะในทะเล โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และนายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “พัฒนาอุปกรณ์ติดทุ่นกักขยะลอยน้ำสำหรับติดตั้งในบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา” พร้อมกันนี้ได้มีคณะผู้บริหารกรม ทช. และธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และคณะสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมลำแพน ชั้น ๙ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า โครงการพัฒนาอุปกรณ์ติดตั้งทุ่นกักขยะลอยน้ำสำหรับติดตั้งในบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา เกิดจากความมุ่งมั่นของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเอสซีจีที่จะร่วมกันลดปัญหาขยะในทะเล ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ของโลกที่ปล่อยขยะลงสู่ทะเลและมหาสมุทร โดยขยะส่วนใหญ่ไหลผ่านชุมชนมาตามแม่น้ำลำคลองและไหลลงสู่ทะเลซึ่งจากการสำรวจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่าประเทศไทยมีแม่น้ำลำคลองที่เชื่อมต่อกับทะเลจำนวนไม่ต่ำกว่า 900 สาย เอสซีจี และ ทช. จึงร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์สำหรับติดทุ่นกักขยะลอยน้ำของ ทช. โดยมีกลไกฝาเปิดปิดที่อาศัยหลักการไหลของน้ำและแรงดัน ช่วยกักเก็บขยะได้โดยไม่ไหลย้อนกลับจากการเปลี่ยนทิศทางกระแสน้ำและอิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลง
“ทั้งนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน และสำนักงานบริหารทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 ได้ทดลองติดตั้ง ต้นแบบทุ่นกักขยะลอยน้ำ ในลำคลอง 4 แห่ง ของจังหวัดสมุทรสาคร พบว่าสามารถรวบรวมและกักขยะลอยน้ำได้เฉลี่ย 7.7 กิโลกรัม/วัน/ชุด โดยในเบื้องต้น ทช. และเอสซีจี จะติดตั้งทุ่นกักขยะบริเวณแม่น้ำระยอง และคลองในจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 5 จุด ภายในเดือนกรกฎาคม ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไปอีก 20 จุดภายในปี 2562 คาดว่าจะสามารถช่วยลดปริมาณขยะลงสู่ทะเลได้อย่างน้อย 30 ตันภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการจัดการเพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่จะไหลลงสู่ทะเล ลดผลกระทบที่จะเกิดต่อระบบนิเวศทางทะเล และสัตว์ทะเลหายาก”
ด้าน นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมกับสำนักงานบริหารทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 และกลุ่มประมงพื้นบ้านจังหวัดระยองดำเนินโครงการบ้านปลาเอสซีจี รวมทั้งโครงการอื่นๆ อาทิ การเก็บขยะชายหาด ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และปลูกป่าชายเลน ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาต้นแบบทุ่นกักขยะลอยน้ำในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนที่จะร่วมกันดูแลและหาทางทางออกเพื่อลดปัญหาขยะในทะเลด้วยการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อให้ระบบนิเวศทางทะเลมีความสมบูรณ์อย่างยั่งยืนต่อไป
สำหรับต้นแบบทุ่นกักขยะลอยน้ำนี้ ถือเป็นโมเดลเบื้องต้นจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบให้มีกลไกฝาเปิดปิดปิดที่อาศัยหลักการไหลของน้ำและแรงดันช่วยกักขยะลอยน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยขยะจะไม่หลุดลอยออกนอกทุ่นตามอิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลงสามารถรองรับขยะได้สูงสุด 700 กิโลกรัม ทั้งนี้ในระยะทดสอบจะติดตั้งทุ่นในบริเวณปากแม่น้ำระยองและลำคลองบางสายใน จ.สมุทรสาคร และพร้อมจะติดตั้งทุ่นในระยะขยายผลตามจุดที่ ทช. กำหนด รวมกว่า 20 จุด คาดว่าจะสามารถกักขยะได้ประมาณ 30 ตันในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม–ธันวาคม 2562 นี้
“นอกจากนี้ เอสซีจีจะนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ไปพัฒนากลไกการทำงานของทุ่นในรูปแบบ 4.0 โดยนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และพลังงานแสงอาทิตย์มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น และอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถทดลองใช้ภายในต้นปี 2563 รวมทั้งจะศึกษาการใช้ประโยชน์จากขยะที่เก็บได้ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อไป” นายชลณัฐกล่าว
ทิ้งท้าย
ทุ่นกักขยะลอยน้ำ โครงสร้างหลักทำจากท่อ PE100 ซึ่งเหลือจากการทดสอบขึ้นรูปจากโรงงานในกลุ่มเอสซีจี เคมิคอลส์ มีคุณสมบัติคงทนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขนาดกว้าง 1.8 เมตร ยาว 5 เมตร รองรับขยะสูงสุด 700 กิโลกรัม มีกลไกฝาเปิดปิดที่อาศัยหลักการไหลของน้ำและแรงดัน ช่วยกักเก็บขยะได้โดยไม่ไหลย้อนกลับ จากการเปลี่ยนทิศทางกระแสน้ำและอิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลง
เผยแพร่: อาทิตยา
















