กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
survey

ทส. แถลงข่าว เตรียมพร้อมรับมือธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ในช่วงฤดูฝน

ทส. แถลงข่าว เตรียมพร้อมรับมือธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ในช่วงฤดูฝน

ทส. แถลงข่าว เตรียมพร้อมรับมือธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ในช่วงฤดูฝน

          กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมทรัพยากรธรณี เตรียมพร้อมรับมือธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ในช่วงฤดูฝน โดยเตือนพื้นที่เสี่ยงภัยเฝ้าระวังดินถล่มใน 54 จังหวัด 1,084 ตำบลทั่วประเทศ  โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ  
          วันนี้ (26 มิถุนายน 2562) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย นายมนตรี เหลืองอิงคะสุต รองอธิบดีและโฆษกประจำกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) แถลงข่าวการเตรียมพร้อมรับมือธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ในช่วงฤดูฝน ณ ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย โดยจากการดำเนินการศึกษาพบว่า มีพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มใน 54 จังหวัด 1,084 ตำบลทั่วประเทศ โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังดินถล่ม ได้แก่ พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ โดยจากการคาดหมายสภาพอากาศในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม มีดังนี้
          เดือนมิถุนายน ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน บริเวณภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งอาจทำให้บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มขึ้นได้ โดยพื้นที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี พังงา ระนอง และจังหวัดกาญจนบุรี
         เดือนกรกฎาคม ในช่วงระยะครึ่งหลังของเดือนจะมีฝนตกชุกมากขึ้น โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ประกอบกับคาดว่าปริมาณฝนรวมบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมากกว่าค่าปกติ ซึ่งอาจทำให้บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มขึ้นได้ โดยพื้นที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ได้แก่
               - ภาคตะวันออก ในจังหวัดตราด จันทบุรี และสระแก้ว
               - ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ในจังหวัดพังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี และชุมพร
               - ภาคเหนือ ในจังหวัดน่าน แพร่ เพชรบูรณ์ และตาก
        เดือนสิงหาคม มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีปริมาณฝนมากขึ้น บริเวณตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอาจทำให้บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มขึ้นได้ โดยพื้นที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ได้แก่
               - ภาคเหนือ ในจังหวัดน่าน จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก
               - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจังหวัดเลย หนองคาย และอุบลราชธานี
        ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณี ได้เตรียมการเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย ดังนี้
               1) ตรวจสอบ ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศ และสิ่งบอกเหตุก่อนเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก จากเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย พร้อมจัดทำรายงานสภาพอากาศและธรณีพิบัติภัยประจำวัน พร้อมรายงานผ่านทางเว็บไซด์ ทธ. และผ่านระบบโทรสาร
               2) ติดต่อประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย ทางโทรศัพท์ ข้อความสั้น (SMS) Application Line และ Face book เพื่อเตือนให้เฝ้าระวังดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยง
              3) ประเมินสถานการณ์พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม และออกประกาศเฝ้าระวัง
              4) จัดเก็บและรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์พิบัติภัยที่เกิดขึ้น และจากการสำรวจ ตรวจสอบพื้นที่ประสบเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัย และเสนอแนวทางการจัดการ/การแก้ไขปัญหาพื้นที่ประสบเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
              นอกจากนี้ กรมทรัพยากรธรณี ยังได้เตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ดำเนินการในช่วงระยะเวลาก่อนเกิดภัยพิบัติโดยได้ดำเนินการ ดังนี้
             1. กำหนดเขตพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มจากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะธรณีวิทยาและการใช้ประโยชน์ที่ดิน และประเมินผลทางสถิติเพื่อหาความเป็นไปได้ของการเกิดดินถล่มในแต่ละพื้นที่
             2. กำหนดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก โดยจัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัยดินถล่มระดับชุมชน ที่แสดงถึงตำแหน่งหมู่บ้านและบ้านเรือนเสี่ยงภัยที่จะได้รับผลกระทบจากดินถล่มข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย และจุดปลอดภัย เป็นต้น ครอบคลุมพื้นที่ 940 ตำบล จากพื้นที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม 1,084 ตำบลทั่วประเทศ เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนนำไปใช้ในการวางแผนการเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยในชุมชนต่อไป
             3. การจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทำหน้าที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติดินถล่มในชุมชนของตน และสนับสนุนการซักซ้อมแผนการเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยที่ร่วมกันจัดทำไว้ ปัจจุบันมีเครือข่าย 35,259 ราย จาก 51 จังหวัด
             4. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ธรณีพิบัติภัยรายภาค เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการจัดการธรณีพิบัติภัยของชุมชน รวมทั้งเป็นต้นแบบขยายผลการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยสู่ชุมชนข้างเคียง
            5. เฝ้าระวังสถานการณ์การเกิดพิบัติภัย ผ่านศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย
            6. การดำเนินการช่วงหลังจากเหตุการณ์พิบัติภัย โดยเข้าตรวจสอบพื้นที่ เพื่อศึกษาถึงสาเหตุการเกิด ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบที่เกิดขึ้น สำหรับใช้ในการกำหนดแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่
            ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเหตุ หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย โทรศัพท์ 0 2621 9701-5

แกลเลอรี่