วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 ณ ห้อง 101 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แถลงข่าวความก้าวหน้าการดำเนินงาน ในประเด็นดังต่อไปนี้
1. สรุปผลการดำเนินงานจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ดังนี้
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน กำหนดพื้นที่เป้าหมายที่จะดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน จำนวน 152 พื้นที่ 56 จังหวัด เนื้อที่ 272,249-0-79.70 ไร่ ตามที่ คทช. จังหวัด แจ้งผลการพิจารณา จำนวน 42 พื้นที่ 19 จังหวัด เนื้อที่ 112,913-1-23.97 ไร่
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 และ 2559 คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน ได้รับมอบพื้นที่จากอนุกรรมการจัดหาที่ดิน รวมทั้งสิ้น 97 พื้นที่ 54 จังหวัด สามารถดำเนินการจัดคนเข้าทำประโยชน์ได้แล้วทั้งสิ้น จำนวน 23,583 ราย 29,951 แปลง เนื้อที่ 171,327 ไร่
ทั้งนี้ ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เรื่อง การขึ้นทะเบียนราษฎรผู้ยากไร้ในแต่ละจังหวัด ในการประชุมติดตามผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่ ส.ป.ก. เสนอ โดยจัดทำบันทึก ชื่อ สกุล และเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ด้วยโปรแกรมสืบค้นรายชื่อผู้ขึ้นทะเบียนผู้ไร้ที่ดินทำกินเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่ได้รับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล และให้หน่วยงานกรอกแบบฟอร์มรายละเอียดผู้ยากไร้ ส่งให้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการต่อไป
2. การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 41 ในระหว่างวันที่ 2 – 12 กรกฎาคม 2560 ณ เมืองคาร์คูฟ สาธารณรัฐโปแลนด์ ซึ่งในการประชุมดังกล่าวมีวาระการประชุมที่สำคัญที่เกี่ยวกับราชอาณาจักรไทย จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่
1.วาระที่ 41COM 7B State of conservation of properties inscribed on the World Heritage List: รายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ พื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ และนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยมติ
2. วาระที่ 41COM 8A Tentative Lists submitted by States Parties as of 15 April 2017: การรายงานข้อมูลแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติที่ขอบรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ซึ่งจัดส่งก่อนวันที่ 15 เมษายน 2560 จำนวน 1 เรื่อง ได้แก่ พระธาตุพนม กลุ่มสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีประชุมเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 มติเห็นชอบท่าทีของราชอาณาจักรไทยในการประชุมดังกล่าว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และรับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการประชุมฯ
สำหรับ ในการพิจารณารายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกของไทย คณะกรรมการมรดกโลก มีมติเห็นชอบร่างข้อมติ จำนวน 2 เรื่อง ตามที่ฝ่ายเลขานุการและองค์กรที่ปรึกษาเสนอ ซึ่งร่างข้อมติดังกล่าว ไม่จัดเเหล่งมรดกโลกทั้งสองเเหล่งอยู่ในเเหล่งมรดกโลกในภาวะอันตราย และได้ชื่นชมการดำเนินการของไทย ในการจัดทำมาตรการด้านต่าง ๆ เพื่อปกป้อง คุ้มครอง และรักษาคุณค่าความโดดเด่น อันเป็นสากล (OUV) ของแหล่งมรดกโลก ทั้งนี้ ได้ขอให้ไทยจัดส่งเอกสารรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ และรายงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อศูนย์มรดกโลก เพื่อนำเสนอต่อศูนย์มรดกโลก องค์กรที่ปรึกษา และคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อพิจารณาตามระยะเวลาที่กำหนด ต่อไป และเห็นชอบการนำเสนอพระธาตุพนม กลุ่มสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรจุไว้ในในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก ซึ่งในขั้นตอนต่อไปจังหวัดนครพนมจะต้องดำเนินการจัดทำเอกสารการนำเสนอพื้นที่ดังกล่าวเป็นเเหล่งมรดกโลกต่อไป
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 41 มีรัฐภาคีนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติเป็นแหล่งมรดกโลก จำนวน 35 แหล่ง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเหล่ง มรดกโลก จำนวน 25 แหล่ง แบ่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม จำนวน 20 แหล่ง และแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ จำนวน 5 แหล่ง โดยเป็นแหล่งทางวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศอาเซียนจำนวน 1 แหล่ง คือ ภูมิทัศน์วัฒนธรรม แหล่งโบราณคดีสมโบร์ไพร์กุก ของกัมพูชา และเป็นแหล่งมรดกโลกที่ขอขยายพื้นที่จากที่ขึ้นทะเบียนไว้เดิม จำนวน 3 แหล่ง นอกจากนี้ คณะกรรมการมรดกโลกได้ร้องขอให้รัฐภาคีสมาชิกให้ความช่วยเหลือต่อประเทศเนปาลในการบูรณะเเละฟื้นฟูเเหล่งมรดกโลก Kathmandu Valley ซึ่งได้รับผลกระทบจากเเผ่นดินไหว
3. สรุปผลการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ ประจำปี 2560 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนี และความเห็นในเบื้องต้นของไทย ต่อการประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสของสหรัฐอเมริกา
การประชุมอนุสัญญาฯ ประจำปี 2560 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นการหารือการดำเนินความร่วมมือภายใต้อนุสัญญาฯ พิธีสารเกียวโต และความตกลงปารีส สาระสำคัญหลักของการประชุมในครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมด้านกระบวนการและแนวปฏิบัติเชิงเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการมีผลใช้บังคับของความตกลงปารีส ทั้งเรื่องการจัดทำและจัดส่ง Nationally Determined Contributions (NDCs) หรือเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ เรื่องกรอบการรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใส หรือ Transparency Framework เรื่องกลไกสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่าง ๆ ได้แก่ กลไกตลาดและกลไกที่ไม่ใช้ตลาด กองทุนเพื่อการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund) กรอบความร่วมมือทางเทคโนโลยี (Technology Framework) ความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น โดยการประชุมในรอบนี้ภาคีเริ่มเตรียมร่างเอกสารที่จะพัฒนาไปสู่ข้อตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการและแนวปฏิบัติเชิงเทคนิคในแต่ละเรื่องที่เป็นรูปธรรมเพื่อรองรับการดำเนินการภายใต้ความตกลงปารีส
ประเทศไทย โดย นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (สผ.) ได้เข้าร่วมกระบวนการ The facilitative sharing of views (FSV) ของรายงานความก้าวหน้ารายสองปี ฉบับแรก (First Biennial update report: BUR1) ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 เวลา 16.45 น. ซึ่ง BUR เป็นพันธกรณีของประเทศกำลังพัฒนา ที่จะต้องจัดส่งต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญา ทุก 2 ปี โดยประเทศไทยได้จัดส่ง BUR1 ในเดือนธันวาคม 2558 ร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ อีก 36 ประเทศ ทั้งนี้ ภายใต้กระบวนการ FSV สผ. ได้นำเสนอรายละเอียดของ BUR1 เกี่ยวกับความก้าวหน้าของการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
รวมถึงการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และนำเสนอความต้องการด้านงบประมาณ เทคโนโลยี การเสริมสร้างขีดความสามารถ ตลอดจนการสนับสนุนที่ประเทศไทยได้รับ โดยภาคีประเทศต่าง ๆ ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพยุโรป และสาธารณรัฐอินเดีย ได้แสดงความสนใจต่อการดำเนินนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในภาคคมนาคมขนส่งของไทย รวมถึงแผนการพัฒนาระบบสารสนเทศการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย หรือ Thailand Greenhouse Gas Emission Inventory Systems (TGEIS) ซึ่งประเทศไทยได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากรัฐบาลออสเตรเลีย เพื่อยกระดับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศจากแนวทาง The Revised 1996 IPCC Guidelines เป็น 2006 IPCC for Greenhouse Gas Inventories ในอนาคต
4. ครม. เห็นชอบ (ร่าง) แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564 – 2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2012 – 2030)
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ.2564 – 2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2021 - 2030) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และมอบหมายให้ ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างการรับรู้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและประชาชนเกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนที่นำทางฯ และร่วมกันบูรณาการและสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถดำเนินการตามแผนได้ครอบคลุมในทุกมิติ
แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564 – 2573 จัดทำขึ้นเพื่อให้ประเทศบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ที่ประเทศได้จัดส่งไปยังสำนักเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 โดยกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ณ ปี พ.ศ. 2573 ที่ร้อยละ 20–25 จากกรณีดำเนินการปกติ (Business as Usual : BAU) โดยการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามความตกลงปารีส ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559
ทั้งนี้ แผนที่นำทางฯ มุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ สาขาพลังงานและขนส่ง สาขาการจัดการของเสีย และสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเป็นสาขาที่แผนหลักของหน่วยงานมีความพร้อมและมีศักยภาพในการดำเนินงานที่สามารถสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้ โดยกำหนดศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจก ในปี พ.ศ. 2573 จากทั้ง 3 สาขา ที่ร้อยละ 20.8 เมื่อเทียบกับ BAU หรือประมาณ 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยแบ่งเป็นสาขาพลังงานและขนส่ง ประกอบด้วยมาตรการหลัก เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า การใช้พลังงานทดแทน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เป็นต้น คิดเป็นศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20.4 เมื่อเทียบกับ BAU หรือประมาณ 113 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สาขาการจัดการของเสีย ประกอบด้วยมาตรการหลัก อาทิ การจัดการขยะ และการจัดการน้ำเสีย คิดเป็นศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับ BAU หรือประมาณ 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วยมาตรการหลัก คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม คิดเป็นศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 0.1 หรือประมาณ 0.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยศักยภาพและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนที่นำทางฯ นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของหน่วยงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ตามแผนที่นำทางฯ ต่อไป
5. การประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) รายงานความก้าวหน้ารายสองปี ฉบับที่ 2 (Draft Second Biennial update Report : SBUR) (สปอ.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกต ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) รายงานความก้าวหน้ารายสองปี ฉบับที่ 2 โดยสาระสำคัญในร่างรายงานความก้าวหน้ารายสองปี ฉบับที่ 2 ขอสรุปได้ดังนี้
1. สถานการณ์ของประเทศ (National Circumstances) และข้อมูลอื่นๆ ที่จำเป็น (Other Information) สภาพภูมิศาสตร์ สถานภาพของประชากร เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ รวมถึงการจัดเตรียมองค์กรเพื่อรองรับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ
2. การประเมินผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (บัญชีก๊าซเรือนกระจก :Greenhouse gas inventory) โดยมี รศ.ดร. บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการและรับผิดชอบภาคพลังงาน รศ.ดร. ไกรชาติ ตันตระการอาภา มหาวิทยาลัยมหิดล รับผิดชอบภาคอุตสาหกรรม รศ.ดร. ลดาวัลย์ พวงจิตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับผิดชอบภาคป่าไม้ รศ.ดร. ภัทรา เพ่งธรรมกีรติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับผิดชอบภาคเกษตร และ ผศ.ดร. ชะลอ จารุสิทธิรักษ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับผิดชอบภาคของเสีย อธิบายขั้นตอนการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ตามคู่มือ IPCC Revise 1996 Guidelines ประกอบด้วยการวิเคราะห์ค่าความไม่แน่นอน (Uncertainty Analysis) การวิเคราะห์แหล่งปล่อยรายสาขาที่สำคัญ (Key Source Category Analysis) และ QA/QC และมีการรายงานแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 – 2556 (ค.ศ. 2000 – 2013) พร้อมแสดงตารางรวมค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแยกเป็นรายสาขา (แสดงหน่วยเป็น GgCO2eq) และแบบแยกรายก๊าซ ได้แก่ CO2, CH4, N2O, CO, NOx, and NMVOC (แสดงหน่วยเป็น Gg)
3. การดำเนินการด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ จะรวมถึงเป้าหมายของประเทศไทยจะดำเนินงานตามมาตรการ NAMAs และ NDC การติดตามการประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก และระบบการตรวจวัด รายงานและทวนสอบผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศดำเนินการได้
4. ข้อจำกัด ช่องว่าง และความต้องการสนับสนุนระหว่างประเทศในการดำเนินงานด้านงบประมาณ เทคโนโลยี และการพัฒนาขีดความสามารถที่เกี่ยวข้อง การสนับสนุนที่ได้รับจากต่างประเทศ
ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี
ช่วงสุดท้ายของการประชุมเป็นช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นและตอบคำถามจากผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานทุกภาคส่วนประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน หน่วยงานการศึกษาและองค์กรอิสระ จำนวนทั้งสิ้น 200 คน ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบสาระของร่างรายงานความก้าวหน้ารายสองปี ฉบับที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับผลการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผลการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและมีผู้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเล็กน้อยในเรื่องมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก NAMAs และความต้องการการสนับสนุนตลอดจนการสนับสนุนที่ได้รับ ซึ่ง สผ. จะรวบรวมประเด็นไปเพิ่มเติมและปรับปรุงร่างรายงานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และจะจัดทำรายงานเป็นฉบับภาษาไทยเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบต่อไป
















