ทส. ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2562
วันนี้ (24 กรกฎาคม 2562) นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปผลและถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2562 ณ โรงแรมเชียงใหม่ออคิด จังหวัดเชียงใหม่ โดยในโอกาสนี้มี ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 9 จังหวัดภาคเหนือ รองแม่ทัพภาคที่ 3 อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และ หัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมฯ เพื่อระดมความคิดเห็นในด้านการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมแผนการดำเนินงานที่เหมาะสมสำหรับรับมือปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ในปี 2563 ต่อไป
ทั้งนี้ผลการประชุมสรุปได้ดังนี้
1. การบริหารจัดการให้ ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มีกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นหน่วยงานหลัก โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการสั่งการตามระบบ Single Command กระทรวงทรัพยากระรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหน่วยงานประสานงาน
และมีหน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงคมนาคม (คค.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
2. งบประมาณให้จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ เหมาะสมกับภารกิจของทุกหน่วยงาน และทันต่อสถานการณ์ (ครอบคลุมห้วงเวลา เตรียมการ รับมือ ฟื้นฟูและสร้างความยั่งยืน)
3. การบริหารจัดการเชื้อเพลิง ให้ควบคุมปริมาณการเผา โดยจัดระเบียบการเผา เผาแบบควบคุมไฟไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้างโดยให้เหลื่อมเวลาการเผาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และให้จัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการ รวมถึง
เฝ้าระวังการเผาหลังพ้นห้วงเวลาห้ามเผา อีกทั้ง
ส่งเสริมการทำเกษตรปลอดการเผา
และสนับสนุนให้มีการนำเศษวัสดุจากการเกษตรมาใช้ประโยชน์
4. การขยายเครือข่ายหมู่บ้านป้องกันไฟ (อส. ปม.) ให้
สนับสนุนงบประมาณให้เครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มจำนวนเครือข่ายหมู่บ้านให้ครอบคลุมพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง และพื้นที่ที่มีไฟไหม้ซ้ำซาก ตลอดจน
จัดหาเพื่อซื้อวัสดุอุปกรณ์ป้องกันดับไฟ และที่สำคัญป้องกันด้านความปลอดภัยให้ผู้ลาดตระเวน
5. การเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานเครือข่าย ให้
สร้างความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการ ที่ถูกต้อง ตรงกัน อีกทั้งปรับรูปแบบการรายงานข้อมูล/ สถานการณ์ ให้เข้าถึงได้ง่าย และน่าสนใจและมีสื่อสารการดำเนินงานของภาครัฐสู่สาธารณะ เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
ตลอดจนสนับสนุนการศึกษาวิจัย นวัตกรรม ร่วมกับภาคการศึกษา NGOs ภาคอุตสาหกรรมประชาสังคม
และเครือข่ายอื่นๆ เช่น
การขยายเครือข่ายจิตอาสาพระราชทาน เป็นต้น
















