กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
survey

ทส.ลุยแก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ เปิดศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้า

ทส.ลุยแก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ เปิดศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้า

ทส.ลุยแก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ เปิดศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้า

วันนี้ (14 ก.ย. 62) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกลุ่มทรู ลุยแก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ เปิดศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Kuiburi’s Elephant Smart Early Warning System) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังช้างป่าออกนอกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(รมว.ทส.) เป็นประธาน ร่วมด้วย นายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ  นายธเนศพล  ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีฯ คณะผู้บริหารกระทรวงฯ กลุ่มทรู องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประเทศไทย และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการฯ มอบสิ่งของจำเป็นแก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ปลูกต้นมหาพรหม รวมถึงเดินทางไปปล่อยเนื้อทรายคืนสู่ธรรมชาติ จำนวน 47 ตัว ชมสัตว์ป่า และทำโป่งเทียม ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

รมว.ทส. กล่าวว่า การเปิดศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้าแห่งนี้ เป็นหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในพื้นที่ และช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน แต่วิธีการแก้ไขปัญหาในระยะยาวที่ต้องทำควบคู่กันไปนั้น คือการน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9 ) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ว่า “ช้างควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างเพียงพอ การปฏิบัติ คือ ให้ไปสร้างอาหารในป่าเป็นแปลงเล็กๆและกระจาย กรณีช้างออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยกับช้างป่า” มาใช้เป็นหลักในการแก้ไขปัญหา โดยเอาใจช้างมาใส่ใจเรา และทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ว่า หากป่าไม้สมบูรณ์ เกิดความสมดุลของธรรมชาติแล้ว สัตว์ป่าและคนก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน กลุ่มทรู กล่าวว่า การทำงานของระบบ Elephant Smart Early Warning System เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารร่วมกับการใช้กล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ(camera trap) และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนแบบทันทีทันใด (real time) โดยติดตั้งบริเวณพื้นที่ป่าก่อนถึงพื้นที่เกษตรกรรม จำนวน 25 จุด เมื่อช้างหรือวัตถุใดๆเคลื่อนไหวผ่าน กล้องจะทำการบันทึก และส่งภาพไปยังระบบ Cloud เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการ จะทำการ screen และส่งภาพเข้ามือถือผ่าน e-mail ของเจ้าหน้าที่เพื่อแจ้งเตือนให้ดำเนินการผลักดันช้างเข้าพื้นที่ป่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการผลักดันช้างได้รับแจ้งผ่าน Application Smart Adventure หลังจากผลักดันช้างสำเร็จจะทำการบันทึกข้อมูลต่างๆ อาทิ พิกัดด่านที่ช้างออก จำนวนช้าง เวลา ความเสียหาย มาประมวลผล เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่อไป

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า จากการรายงานในช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 จนถึงปัจจุบัน พบว่า กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าอัตโนมัติดังกล่าวสามารถบันทึกภาพช้างป่า จำนวน 518 ครั้ง รวม 1,826 ภาพ พบความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรจำนวน 27 ครั้งเท่านั้น ซึ่งหากเปรียบเทียบจากข้อมูลก่อนมีการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าอัตโนมัติในช่วงเวลาเดียวกัน (พ.ย.60 – ส.ค.61) พบว่าช้างป่าได้ออกมาทำลายพืชผลทางการเกษตรของราษฎร จำนวน 628 ครั้ง และพบความเสียหายของพืชผลทางการเกษตร จำนวน 217 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จจากการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าอัตโนมัติ และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการผลักดันช้างป่าได้อย่างทันท่วงที จึงทำให้อัตราความเสียหายของพืชผลทางการเกษตรลดลงเป็นอย่างมาก จึงหวังว่า โครงการนี้จะเป็นอีกโครงการหนึ่งที่นำไปสู่การอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลระหว่างช้างป่าและชุมชนในพื้นที่ เป็นการส่งเสริมการคุ้มครองช้างป่าในพื้นที่ และจะเป็นตัวอย่างในการแก้ปัญหาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆต่อไป

แกลเลอรี่