องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ โดยสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ แถลงข่าว ผลการรักษา “ช้างพลายบุญภัคร” (ซึ่งป่วยด้วยอาการอ้อยอุดตันทางเดินอาหาร) ด้วยเทคนิคใหม่ทางการแพทย์โดยการวางยาสลบทั้งตัวช้าง (General Anesthesia) เพื่อนำสิ่งอุดตันออกมาจากทางเดินอาหาร และวิธีการถ่ายพลาสมาจากช้างของสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นผู้บริจาคเลือดเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ณ สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จังหวัดลำปาง
สืบเนื่องจากอาการป่วยของ “พลายบุญภัคร” โดยมีอาการสำรอกอาหารและน้ำตลอดเวลาไม่สามารถกินอาหารได้ ซึ่งคาดว่าช่วงเช้าของวันที่ 18 กันยายน 2560 “พลายบุญภัคร” ได้กินอ้อย 2 มัด ด้วยความรวดเร็ว ทำให้อ้อยอุดตันทางเดินอาหาร ทาง ภัทรฟาร์ม จึงนำตัวช้างส่งมารักษาที่ โรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง
นายสัตวแพทย์ ทวีโภค อังควานิช ผู้จัดการส่วนงานอนุรักษ์และบริบาลช้าง โรงพยาบาลช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง เปิดเผยถึงการรักษาว่า ทีมสัตวแพทย์ โรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ ได้ทำการตรวจสุขภาพ “ช้างพลายบุญภัคร” เบื้องต้นคาดว่ามีเศษอาหารอุดตันในทางเดินอาหารส่วนต้น (หลอดอาหาร) จึงได้ทำการรักษาโดยวางยาสลบเพื่อตรวจภายในทางเดินอาหารส่วนต้น (หลอดอาหาร) ด้วยเครื่องส่องตรวจกระเพาะอาหารและหลอดลม (Endoscopy) พบว่ามีเศษอาหาร (ท่อนอ้อย) ติดค้างอยู่บริเวณทางเดินอาหารส่วนต้น ขนาดประมาณ 10 ซม. ทีมสัตวแพทย์โรงพยาบาลช้างฯ ได้ให้สารอาหารทางเส้นเลือด พร้อมกับยาลดการอักเสบเพื่อลดการบีบตัวของทางเดินอาหารแต่พบว่า “พลายบุญภัคร” ยังมีอาการไม่ดีขึ้น และยังมีอาการสำรอกไม่สามารถกินน้ำและอาหารได้ ทีมสัตวแพทย์ โรงพยาบาลช้างฯ ได้ประสานงานขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ มาร่วมประชุมหารือวิเคราะห์หาแนวทาง และขั้นตอนการรักษาในครั้งนี้ ดังนี้
1. เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ทีมสัตวแพทย์ โรงพยาบาลช้างฯ พร้อมทีมสัตวแพทย์ จากหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันตรวจวินิจฉัย และวางแผนการทำการรักษา “พลายบุญภัคร” เริ่มต้นการรักษาโดยการวางยาสลบ ทั้งตัวช้าง (General Anethesia) ครั้งที่ 1 และใช้เครื่องส่องตรวจกระเพาะอาหารและหลอดลม (Endoscopy) พบเศษอาหารติดค้างอยู่บริเวณรอยต่อเข้ากระเพาะอาหาร ลึกประมาณ 1.8 เมตร จึงได้ร่วมกันออกแบบอุปกรณ์เพื่อคีบเศษอาหารที่ติดค้างอยู่บริเวณทางเดินอาหารส่วนต้น โดยทีมสัตว์แพทย์ฯ สามารถนำเศษอาหารออกมาได้เพียงบางส่วน
2. เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 ทีมสัตวแพทย์ฯ ได้เริ่มต้นการรักษาโดยการวางยาสลบทั้งตัวช้าง (General Anethesia) ครั้งที่ 2 ในครั้งนี้ทางทีมสัตวแพทย์ฯ ได้พัฒนาอุปกรณ์คีบเศษอาหารให้มีขนาด และความยาวที่เหมาะสม มีความแข็งแรง แต่ยังไม่สามารถนำเศษอาหารออกมาได้
3. เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2560 ทีมสัตวแพทย์ฯ ได้ลงความเห็นและเริ่มต้นการรักษาใหม่ โดยการวางยาซึมช้างแบบยืน (Standing Sedation) ก็ยังไม่สามารถนำเศษอาหารออกมาได้
4. เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2560 ทีมสัตวแพทย์ฯ ได้ทำการรักษาโดยการวางยาสลบทั้งตัวช้าง (General Anethesia) ครั้งที่ 3 ในการรักษาครั้งนี้ได้ให้ไปรไบโอติกเพื่อช่วยย่อยสลายเศษอาหารที่อุดตัน และใช้ยาดมสลบ จากนั้นใช้เครื่องส่องตรวจกระเพาะอาหารและหลอดลม (Endoscopy) ตรวจพบเศษอาหารที่มีสภาพเปลี่ยนไป ซึ่งในการรักษาครั้งนี้ทางทีมสัตวแพทย์ฯ ได้ใช้วิธีการถ่ายพลาสมาเพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายช้าง และให้โปรตีนในกระแสเลือดเพื่อช่วยให้ “พลายบุญภัคร” มีอาการคงที่และลดการติดเชื้อ เนื่องจากการรักษาในครั้งนี้ใช้เวลานาน ก็ไม่สามารถนำเศษอาหารออกมาได้
5.จนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2560 ทีมสัตวแพทย์ฯ ได้ทำการรักษาโดยการวางยาสลบทั้งตัวช้าง (General Anethesia) ครั้งที่ 4 ในการรักษาครั้งนี้ ทีมสัตวแพทย์ฯ ได้ใช้วิธีการบำบัดด้วยเลเซอร์ และอัลตราซาวด์ เพื่อลดอาการบวมที่เกิดขึ้นจากการลงนอนเป็นระยะเวลานาน (ในการวางยาสลบ ครั้งที่ 3) และสามารถพัฒนาอุปกรณ์คีบเศษอาหารใหม่ จนนำเศษอาหารอุดตันในทางเดินอาหารส่วนต้นออกมาได้ เมื่อเวลา 14.00 น. รวมระยะเวลาการรักษาทั้งสิ้น 19 วัน
ตลอดระยะเวลาการรักษา “พลายบุญภัคร” ทีมสัตวแพทย์ โรงพยาบาลช้างฯ และทีมสัตวแพทย์ จากหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมมือกันคิดค้นและใช้เทคนิคใหม่ทางการแพทย์ อาทิ การวางยาสลบทั้งตัวช้าง (General Anesthesia) , การถ่ายพลาสมาจากช้างของสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ ซึ่งเป็นการบริจาคเลือด เป็นครั้งแรกของประเทศไทย และการให้สารน้ำ สารอาหาร และยา ผ่านทางเส้นเลือดดำและทางทวารหนัก ซึ่งอาการโดยรวมในขณะนี้ “พลายบุญภัคร” มีอาการดีขึ้นตามลำดับ จากการพักฟื้นร่างกายการบำบัดด้วยเลเซอร์ การนวดด้วยคลื่นอัลตราซาวด์เพื่อลดอาการบวม และการปรับระบบการให้อาหารโดยการเริ่มกินอาหารที่ย่อยง่าย
นายสัตวแพทย์ ทวีโภค อังควานิช ได้กล่าวขอบคุณคณะสัตวแพทย์จากหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ให้ความร่วมมือในการรักษาช้าง “พลายบุญภัคร” ในครั้งนี้ อาทิ สำนักพระราชวัง , สถาบันคชบาลแห่งชาติในพระอุปถัมภ์ฯ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ , องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ,คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย , โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , ธนาคารเลือด โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอห้างฉัตร, ฟาร์มช้างภัทร , มูลนิธิเพื่อนช้าง , มูลนิธิ โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียนเอเลเฟนท์ , คลินิกปางช้างแม่แตง , ปางช้างแม่สา , โรงพยาบาลสัตว์ Pet Lover , บริษัท โกสินทร์เวชภัณฑ์ จำกัด , บริษัท เมิร์จ คอมพาเนี่ยน (ประเทศไทย) จำกัด















