ทส. ขานรับเตรียมความพร้อมไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ปี 2566 ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหลังสถานการณ์โควิด-19
วันนี้ (19 สิงหาคม 2564) เวลา 10.00 น. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะกรรมการและฝ่ายเลขานุการ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) ร่วมกับคณะกรรมการจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม
โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ ประกอบด้วย การพิจารณาและให้ความเห็นชอบ แนวทางในการดำเนินการจัดทำรายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก พื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ โดยได้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมทางหลวง ดำเนินการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำและแหล่งมรดกโลก การจัดทำรายงานผลการติดตามผลกระทบจากการดำเนินงานภายหลังการก่อสร้างเขื่อนห้วยโสมง และภายหลังการเปิดใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 รวมถึงการขอให้กรมชลประทานชะลอการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่มรดกโลก จนกว่าจะมีการประเมิน SEA แล้วเสร็จ และได้รับการตรวจสอบโดยศูนย์มรดกโลก และสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ หรือ IUCN ตามมติคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 44 เพื่อไม่ให้พื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่ เสี่ยงต่อการโดนขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในภาวะอันตราย
ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบให้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางในการจัดทำความร่วมมือกับเมียนมา ในการอนุรักษ์และบริหารจัดการแบบข้ามพรมแดน ในพื้นที่ติดต่อกับพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน แหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย อีกด้วย
นอกจากนั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบ การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 46 ที่จะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2566 โดยเห็นว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมจะเป็นการสร้างและขยายโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา – 2019 (COVID 19) ทั้งในด้านการเดินทาง ที่พัก การท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายทั่วไป เนื่องจากคาดว่าจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องเดินทางเข้ามาไม่ต่ำกว่า 2,300 คน อีกทั้ง ยังจะเป็นการส่งเสริมบทบาทการเป็นผู้นำในการดำเนินการภายใต้กรอบการดำเนินงานของอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก รวมถึงจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนา องค์ความรู้ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงโครงการ กิจกรรม และข้อริเริ่มใหม่ ๆ ที่จะนำไปสู่การต่อยอด และขยายความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกับองค์กรและนานาชาติ ต่อไป
















