กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Ministry of Natural Resources and Environment

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
survey

“รมว.วราวุธ” ร่วมสัมมนาออนไลน์ GO GREEN เมกะเทรนด์เพื่อโลกสีเขียว ชู ยุทธศาสตร์ไทย ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“รมว.วราวุธ” ร่วมสัมมนาออนไลน์ GO GREEN เมกะเทรนด์เพื่อโลกสีเขียว  ชู ยุทธศาสตร์ไทย ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“รมว.วราวุธ” ร่วมสัมมนาออนไลน์ GO GREEN เมกะเทรนด์เพื่อโลกสีเขียว  ชู ยุทธศาสตร์ไทย ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

วันที่ 30 กันยายน 2564 เวลา 13:00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ปาฐกถาพิเศษ “ยุทธศาสตร์ไทย ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ผ่านการถ่ายทอดสดงานสัมมนาออนไลน์ “Go Green เมกะเทรนด์เพื่อโลกสีเขียว” ที่จัดขึ้นโดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  โดย รมว.ทส.ย้ำถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน ตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน New carbon neutrality ภายในปี ค.ศ. 2065 เผย พร้อมประกาศเป้าหมายไทยร่วมลดก๊าซเรือนกระจกในที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26)  ที่กลาสโกว์ สหราชอาณาจักร 


รมว.ทส. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้เกิดปรากฎการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในหลากหลายรูปแบบทั่วโลก และล่าสุด จากรายงานพิเศษว่าด้วยภาวะโลกร้อน 1.5 °C ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (International Panel on Climate Change : IPCC) ระบุ หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น เพียง 2 องศาเซลเซียส จะทำให้น้ำท่วมขึ้นอีก 170 % พี่น้องประชาชนทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลที่ยกระดับสูงขึ้นในปี ค.ศ. 2100 ตลอดจน World Economic Forum ยังได้จัดให้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความล้มเหลวของโลกในการแก้ไขปัญหา เป็นความเสี่ยงในลำดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ การลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) จึงต้องดำเนินไปอย่างจริงจัง และต่อเนื่องด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย 

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า ในส่วนของไทยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 1% ของทั้งโลก คิดเป็น 354 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่ง ไทยได้เข้าร่วมกับประชาคมโลกมากว่า 25 ปี ในเวทีการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UNCCC)  ที่จัดการประชุม COP เพื่อควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่เกิน 2 องศา  หรือข้อตกลงปารีส    
โดยไทยร่วมมือดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย จากเดิมตั้งเป้าก่อนปี ค.ศ.2020 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 7-20 % ของภาวะปกติ  ปรากฏว่าสามารถลดได้ 65 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น 17 %   หรือลดลงได้มากกว่าเป้าหมายขั้นต่ำถึงสองเท่ากว่า และเป้าหมายระยะถัดไป  คือ ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลงให้ได้ 20-25 % ภายในปี ค.ศ. 2073 


รมว.ทส.ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยได้ดำเนินการวางแผนรองรับ เช่น ด้านพลังงาน มุ่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน พลังงานสะอาดมากขึ้น ด้านคมนาคมส่งเสริมระบบขนส่งทางราง พัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ ด้านการเกษตร ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกข้าวเปียกสลับแห้งลดการปล่อยมีเทนสู่บรรยากาศ ด้านอุตสาหกรรม ปรับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้ช่วยลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เปลี่ยนสารทำความเย็นให้เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ทำฉลากคาร์บอน การกำจัดขยะ ส่งเสริมหลัก 3R ขณะที่ด้านป่าไม้และที่ดิน ดำเนินการป้องกันการบุกรุกที่ป่าเพิ่ม เพิ่มพื้นที่สีเขียว 55 %  เป็นป่า 40 %  แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 25 % และป่าเศรษฐกิจ 15 %  


ทั้งนี้  ในที่ประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ประเทศไทยจะประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนที่ได้วางไว้  ซึ่งในเวที COP 26 ได้ท้าทายให้ทุกชาติประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ประเทศใหญ่ๆได้พัฒนาแล้วและทะยอยประกาศเป้าหมายที่จะมุ่งไป ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นแรงกดดันต่อทุกประเทศ ที่ต้องให้ความใส่ใจ อาทิ การนำเข้า-ส่งออกสินค้าผ่านประเทศต่าง ๆ ต่อไป จะต้องมีรายงานกำกับด้วยว่า ในกระบวนการผลิต ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอย่างไร  ซึ่งสหภาพยุโรป (EU) ได้บังคับใช้แล้วสำหรับกลุ่มสินค้าซีเมนต์ ปุ๋ย เหล็ก เหล็กกล้า เป็นต้น โดยข้อกำหนดนี้จะถูกนำไปใช้มากขึ้นและจะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยกระทรวงฯ ได้ประสานกับทุกหน่วยงานในการจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อรองรับการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งในสาขาพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร และป่าไม้ อีกทั้งต้องขอความร่วมมือร่วมใจจากทุกคนในการเรียนรู้ ตื่นตัว และร่วมกันขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งต่อโลกที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ให้ลูกหลานต่อไป
**********
      

แกลเลอรี่